
“แบงก์ชาติอังกฤษ” มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 3.75% ท่ามกลางสงคราม-ราคาน้ำมันพุ่ง
ธนาคารกลางอังกฤษมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 3.75% ตามคาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานพุ่ง กดดันเงินเฟ้อระยะสั้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ผู้สื่อข่าวรายงาน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของ ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% ในการประชุมล่าสุด สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้
การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
BoE ระบุในแถลงการณ์ว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงและค่าสาธารณูปโภคของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน
ทั้งนี้ แม้แนวโน้มราคาสินค้าและค่าจ้างภายในประเทศก่อนหน้าเริ่มชะลอตัวลงต่อเนื่อง แต่ธนาคารกลางประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อาจเร่งตัวขึ้นในระยะสั้น จากแรงกระแทกด้านพลังงานและต้นทุนการผลิตรอบใหม่
นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศที่อาจเพิ่มขึ้นผ่านกลไกการปรับค่าจ้างและการกำหนดราคาสินค้า โดยเฉพาะกรณีที่ราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
BoE อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ซึ่งก่อนเกิดความขัดแย้งคาดว่าจะทยอยปรับลดลงสู่กรอบเป้าหมายที่ระดับ 2% รวมถึงประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากภาระต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ด้านนายเมดิสัน ฟัลเลอร์ นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกจาก เจพีมอร์แกน ไพรเวท แบงก์ ระบุว่า ธนาคารกลางอังกฤษกำลังเผชิญความท้าทายเชิงนโยบาย โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างการพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการควบคุมแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ให้เร่งตัวเกินควบคุม
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตลาดการเงินเคยคาดการณ์ว่า BoE อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยราว 2 ครั้งภายในปีนี้ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ล่าสุดทำให้นักลงทุนปรับมุมมองใหม่ โดยเริ่มให้น้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่อาจเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้มากถึง 2 ครั้งแทน
ทั้งนี้ ก่อนเกิดความขัดแย้ง ธนาคารกลางหลายแห่งในยุโรปเริ่มคลายความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวหรือทยอยปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ครั้งล่าสุดได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจยุโรป ทั้งในด้านอุปทานพลังงาน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มราคาผู้บริโภค ส่งผลให้ทิศทางคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

