“อรกัญญา-สุธี-พิเชษฐ-วิน” ผนึกฟื้นหุ้นไทย ชูธรรมาภิบาล ดัน IPO-ปันผล กู้ความเชื่อมั่น

“อรกัญญา-สุธี-พิเชษฐ-วิน” ประสานเสียงฟื้นตลาดทุนไทยต้องเริ่มจากการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน ควบคู่การยกระดับธรรมาภิบาล บังคับใช้กฎอย่างจริงจัง ผลักดันหุ้น IPO และ New Economy พร้อมชูหุ้นปันผลสูง-กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นจุดแข็งดึงเงินลงทุนระยะยาวกลับสู่ตลาด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 มี.ค.69) นางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา สาขาประเทศไทย,ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จากัด (มหาชน) หรือ MTL,นายพิเชษฐ สิทธิอานวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย  และนายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จากัด เปิดเผยในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 จัดโดย หนังสือพิมพ์ ข่าวหุ้นธุรกิจ วันนี้ (31 มี.ค.69) ในหัวข้อ The Fifth Engine: Activating Capital Markets to Outpace Domestic and International

นางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา สาขาประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับนักลงทุนต่างชาติขายก่อนการจัดตั้งรัฐบาล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร ปัจจัยหลักมาจาก 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย ภาวะดอกเบี้ยต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงกว่าดอกเบี้ยไทย และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากไทยค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันยังเห็นเม็ดเงินของนักลงทุนไทยไหลไปต่างประเทศผ่านกองทุนต่างประเทศและเงินฝากสกุลต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ก่อนเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟันด์โฟลว์กลับเข้ามาชัดเจน หลังมีความชัดเจนด้านการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาลมากขึ้น โดยผู้ร่วมเสวนาระบุว่า เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดไทยกว่า 60,000 ล้านบาท ก่อนที่สถานการณ์สงครามจะกลับมากดดันบรรยากาศการลงทุนอีกครั้ง แม้จะมีเงินไหลออกภายหลัง แต่โดยรวมไทยยังคงอยู่ในสถานะเงินทุนสุทธิไหลเข้าอยู่ราว 15,000 ล้านบาท และยังถือว่าไทยอยู่ในกลุ่มตลาดที่เงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้า โดยประเทศที่มีสถานะเด่นกว่าคือเกาหลีใต้และไต้หวัน

ทั้งนี้ โครงสร้างตลาดหุ้นของเกาหลีใต้และไต้หวันได้รับแรงหนุนอย่างมากจากหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น Samsung และ SK Hynix ในเกาหลีใต้ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันราว 40% ของมูลค่าตลาด ขณะที่ไต้หวันมี TSMC เพียงบริษัทเดียวคิดเป็นเกือบ 50% ของมูลค่าตลาดรวม จึงทำให้ทั้งสองตลาดได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแส AI มากกว่าตลาดหุ้นไทย

หากประเทศไทยต้องการ “ชนะใจ” นักลงทุนต่างชาติอย่างเด็ดขาด ท่ามกลางระเบียบการค้าโลกใหม่และความเสี่ยงจากสงครามที่เพิ่มขึ้น ควรมียุทธศาสตร์สำคัญใดเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดทุนไทยมากขึ้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญแรงกดดันร่วมกัน ไม่ใช่เพียงประเทศไทยประเทศเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Confidence) และสร้างความไว้วางใจ (Trust) กลับคืนมาให้ได้

แม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเริ่มดำเนินมาตรการต่าง ๆ ออกมาหลายด้านแล้ว ทั้งการยกระดับระบบการซื้อขาย การกำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายความถี่สูง (High Frequency Trading) และการวางกลไกด้านทะเบียนต่าง ๆ แต่สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการเห็นมากที่สุด คือ “การบังคับใช้กฎอย่างจริงจัง” หรือ Enforcement ว่ามาตรการที่ประกาศออกมานั้นจะถูกนำไปใช้จริงและเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

อีกปัจจัยสำคัญคือเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการตัดสินใจลงทุน โดยระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีเสียงข้างมากและเริ่มสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อสายตานักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกันยังยกตัวอย่างว่า ธนาคารอเมริกาเคยพานายกรัฐมนตรีของไทยไปโรดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน และได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งสะท้อนว่า ภาวะผู้นำและความสามารถในการสื่อสารกับนักลงทุนทั่วโลกเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

นอกจากนี้ งกล่าวถึงความคืบหน้าของมาตรการพัฒนาตลาดทุนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของ ก.ล.ต. ในการยกระดับการกำกับดูแล หรือแนวคิดเกี่ยวกับ TISA ที่ตลาดหลักทรัพย์ผลักดันอยู่ โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวควรได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความสำคัญต่อการเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างมาก

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งในด้านโครงสร้างนักลงทุนภายในประเทศ โดยมีทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง สามารถช่วยรองรับความผันผวนของตลาดในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนได้ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ เพราะช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ดีประเด็นสุดท้ายที่เห็นว่ายังเป็นจุดอ่อนของตลาดทุนไทย คือการมี “IPO Pipeline” ที่น่าสนใจเพียงพอสำหรับดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยระบุว่า นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดใดก็ตาม ย่อมต้องการเห็นบริษัทจดทะเบียนใหม่ที่มีศักยภาพและมีขนาดใหญ่พอจะสร้างแรงดึงดูดต่อเม็ดเงินลงทุน ขณะที่มูลค่าการระดมทุนผ่าน IPO ของไทยลดลงต่อเนื่อง จากประมาณ 40,000 ล้านบาทในปี 2566 เหลือ 20,000 ล้านบาทในปี 2567 และลดลงเหลือเพียงระดับหมื่นกว่าล้านบาทในปี 2568

การไม่มี IPO ที่โดดเด่นเพียงพอ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มลดความสนใจต่อตลาดทุนไทย ดังนั้น หากไทยต้องการดึงเม็ดเงินกลับเข้ามาอย่างจริงจัง จำเป็นต้องมีบริษัทหรือสินทรัพย์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ มีศักยภาพ และสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดได้มากพอ โดยเปรียบเทียบว่า หากตลาดสหรัฐฯ มีบริษัทขนาดใหญ่อย่าง SpaceX เข้าจดทะเบียน ก็ย่อมมีผลเชิงบวกต่อตลาดโดยรวมทันที เช่นเดียวกับตลาดไทยที่ควรมี “แม่เหล็ก” ตัวใหม่เข้ามาสร้างแรงดึงดูดในลักษณะเดียวกัน

สำหรับแนวคิดเรื่องกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Fund ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีเสวนา ผู้แทนจาก KAsset ระบุว่า ที่ผ่านมาไทยเคยมีกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่ดีและได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก ส่วนแนวคิดกองทุนใหม่ในปัจจุบันยังต้องติดตามรายละเอียดจากภาครัฐเพิ่มเติมว่า จะนำสินทรัพย์ประเภทใดเข้ามาระดมทุน และจะออกแบบโครงสร้างกองทุนอย่างไรเพื่อให้สามารถตอบโจทย์นักลงทุนได้อย่างแท้จริง

หากถามม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีในระดับหลายหมื่นล้านบาทนั้น เป็นเงินลงทุนจริงหรือเป็นเพียงกระแสเงินระยะสั้นที่เข้ามาแล้วออกไปอย่างรวดเร็ว ยืนยันว่าเงินทุนดังกล่าวเป็น “ฟันด์โฟลว์จริง” ซึ่งเกิดขึ้นหลังประเทศไทยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับแหล่งที่มาของเม็ดเงินดังกล่าว แม้นักลงทุนหลักจะเป็นกองทุนจากสหรัฐฯ และยุโรป แต่โดยโครงสร้างการบริหารจัดการลงทุน กองทุนเหล่านี้มักตั้งสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์และฮ่องกง ทำให้ฟันด์โฟลว์ที่เห็นในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะปรากฏในรูปของเม็ดเงินจากสิงคโปร์และฮ่องกง แม้ต้นทางแท้จริงจะมาจากนักลงทุนสถาบันระดับโลก

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับอานิสงส์จากการปรับน้ำหนักการลงทุนของ MSCI ภายหลังมีสัญญาณลดน้ำหนักในตลาดอินโดนีเซีย โดยเพียงแค่การประกาศดังกล่าวก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลง และทำให้เม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยและสิงคโปร์ในระดับที่ค่อนข้างมาก ซึ่งยิ่งสะท้อนว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาในช่วงดังกล่าวเป็นกระแสเงินลงทุนจริง ไม่ใช่เพียงเงินร้อนระยะสั้น

อย่างไรก็ดี วิทยากรยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในช่วงเวลาซึ่งตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในแนวโน้มฟื้นตัว และมีมุมมองว่าดัชนีอาจขยับขึ้นไปแตะระดับ 1,700 จุด กลับต้องเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศท่าทีเกี่ยวกับสงครามในช่วงสุดสัปดาห์ จนทำให้บรรยากาศเชิงบวกของตลาดต้องสะดุดลง

หากต้องการให้ตลาดหุ้นไทยก้าวขึ้นมาเป็น “เครื่องยนต์ตัวที่ 5” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตลาดทุนควรถูกผลักดันในมิติใดเพิ่มเติม และจะมีบทบาทในการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างไรในระยะต่อไป

ปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติใช้พิจารณาตลาดไทยมีอยู่ไม่กี่เรื่อง โดยประเด็นแรกคือ “สภาพคล่อง” (Liquidity) ซึ่งไทยมีฐานเดิมอยู่แล้ว และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็พยายามยกระดับสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือใหม่ ๆ เช่น Thailand Individual Savings Account (TISA) รวมถึงกองทุนวายุภักษ์ที่ได้ออกมาแล้ว โดยมองว่าภาพรวมของมาตรการเหล่านี้อยู่ในทิศทางที่ค่อนข้างดีและมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยถัดมาคือเรื่อง “การบังคับใช้กฎเกณฑ์” (Enforcement) ซึ่งยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าจะสามารถบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ ได้จริงมากน้อยเพียงใด และมีความจริงจังเพียงพอในการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่ตลาดทุนไทยหรือไม่

อีกประเด็นสำคัญคือการมีบริษัทเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO ขนาดใหญ่เข้าสู่ตลาด เนื่องจากการมี IPO ที่น่าสนใจไม่เพียงเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนในตลาดแรกเท่านั้น แต่ยังมีส่วนเชื่อมโยงกับตลาดรองอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหากมีบริษัทขนาดใหญ่ตัดสินใจเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น ย่อมสะท้อนว่าภาวะตลาดอยู่ในจุดที่เอื้อต่อการระดมทุน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศได้พร้อมกัน

อย่างไรในระยะกลางเห็นว่าไทยควรศึกษาแนวทางจากต่างประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากหลายตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกต่างพยายามออกแรงจูงใจใหม่ ๆ ให้กับทั้งนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและยกระดับความน่าสนใจของตลาด โดยยกตัวอย่างตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ที่จัดตั้งกองทุน Equity Development Fund เพื่อสนับสนุนหุ้นขนาดเล็กโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ หากไทยสามารถพัฒนากลไกในลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนวายุภักษ์ แต่กำหนดเป้าหมายให้ลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) โดยเฉพาะก็อาจช่วยให้บริษัทขนาดเล็กมีโอกาสเข้าถึงสภาพคล่องมากขึ้น และมีพื้นที่เติบโตในตลาดทุนมากกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะหลายประเทศต่างออกมาตรการลักษณะนี้เพื่อประคับประคองและผลักดันบริษัทขนาดเล็กของตนเองอย่างจริงจัง

นายพิเชษฐ สิทธิอานวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ต่างชาติเริ่มกลับมาสนใจตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี ก่อนการเลือกตั้งราว 2 สัปดาห์ โดยปัจจัยสำคัญมาจากระดับมูลค่าหุ้นไทยที่อยู่ในจุดน่าสนใจ เมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศที่ปรับขึ้นไปมากแล้ว ประกอบกับความคาดหวังว่าไทยจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง จึงกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดเงินทุนต่างชาติทยอยไหลกลับเข้ามา

อย่างไรก็ดีหลังเกิดสงครามความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้หายไป แต่ระดับความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของนโยบายสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องปรับการจัดสรรเงินลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย

สำหรับนักลงทุนไทยความเชื่อมั่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอ่อนตัวลงจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่สดใส ความไม่ชัดเจนเชิงนโยบาย รวมถึงปัญหาความเชื่อมั่นในตลาดทุนจากกรณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อย่างไรก็ตามเมื่อเริ่มเห็นสัญญาณเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนของทิศทางเศรษฐกิจมากขึ้น นักลงทุนในประเทศก็พร้อมกลับเข้ามาลงทุน สะท้อนว่าเม็ดเงินยังมีอยู่ แต่รอจังหวะและความเชื่อมั่นที่เหมาะสม

หากต้องการให้มีกองทุนขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทในการยกระดับตลาดทุนไทย โครงสร้างของกองทุนดังกล่าวควรมีความชัดเจนด้านผลตอบแทนและมีสินทรัพย์รองรับจริง ไม่ใช่อาศัยเพียงการขายภาพฝันหรือเรื่องราวในอนาคตเพียงอย่างเดียว โดยแนวทางที่เหมาะสมควรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกเป็นสินทรัพย์หรือโครงการที่มีรายได้แน่นอน สามารถสร้างผลตอบแทนที่คาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง และอีกส่วนเป็นการลงทุนที่เปิดโอกาสให้เกิดการเติบโตหรือมีอัพไซด์ในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น

ในมุมมองดังกล่าวการออกแบบกองทุนที่มีทั้ง “ฐานรายได้ที่มั่นคง” และ “โอกาสเติบโตเพิ่มเติม” จะทำให้การระดมทุนทำได้ง่ายขึ้น เพราะนักลงทุนสามารถมองเห็นทั้งความแน่นอนของผลตอบแทนในระยะแรก และโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะต่อไป โดยหากโครงการที่นำมาเป็นฐานของกองทุนเป็นโครงการที่มีศักยภาพและมีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงภายใต้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ก็จะยิ่งช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับสตอรี่การลงทุน และเพิ่มโอกาสดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาด

ขณะเดียวกันอีกประเด็นสำคัญคือเรื่องสินค้าใหม่ในตลาดทุนที่ลดน้อยลง ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์และความเข้มงวดในการกำกับดูแล แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. จะปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จำเป็นต้องพิจารณาปรับมุมมองการกำกับดูแลให้เอื้อต่อภาคธุรกิจมากขึ้นในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจที่มีคุณภาพสามารถเดินหน้าระดมทุนได้ โดยยังคงรักษาหลักการคุ้มครองผู้ลงทุนไว้

นอกจากนี้หากต้นทุนจากการกำกับดูแลสูงเกินไป ก็อาจกลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการและถูกส่งผ่านไปยังนักลงทุนในท้ายที่สุด ดังนั้นการคุ้มครองผู้ลงทุนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อให้ทั้งภาคธุรกิจและผู้ลงทุนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้การเสนอขายหุ้น IPO สามารถกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง

สำหรับบทบาทของที่ปรึกษาทางการเงิน หรือ FA ยอมรับว่าปัจจุบันมีแรงกดดันและความระมัดระวังมากขึ้นจากสภาพแวดล้อมการกำกับดูแลและความเสี่ยงด้านชื่อเสียง อย่างไรก็ดีเชื่อว่า FA ส่วนใหญ่ยังคงพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพียงแต่ในระยะยาว ตลาดทุนไทยอาจต้องยกระดับมาตรฐานความรับผิดชอบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีการรับรองข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งในต่างประเทศถือเป็นประเด็นที่มีความรับผิดร่วมกันอย่างจริงจัง ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะไม่เพียงช่วยคุ้มครองผู้ลงทุนเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานของตลาดทุนไทยให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในระยะยาว

สำหรับการฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยจะไม่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่จะค่อย ๆ ปรากฏเป็นรูปธรรมตามลำดับ เนื่องจากการแก้ปัญหาและการผลักดันมาตรการต่าง ๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร โดยมองว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดได้รับผลกระทบด้านความเชื่อมั่นไปมาก จึงเป็นธรรมดาที่การฟื้นตัวจะต้องใช้เวลาเช่นกัน

อย่างไรก็ดีเชื่อว่าด้วยความตั้งใจของทุกฝ่าย ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของตลาดไทยที่ยังมีศักยภาพ จะช่วยให้ตลาดทุนไทยค่อย ๆ ฟื้นกลับมาได้ แม้ระยะสั้นยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศก็ตาม ขณะเดียวกันยังมองว่านักลงทุนไทยมีความคุ้นเคยกับตลาดในประเทศอยู่แล้ว และมีความพร้อมกลับเข้ามาลงทุนเมื่อเห็นจังหวะที่เหมาะสม

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับระบบการซื้อขายความถี่สูง หรือ HFT นั้น เห็นว่าตลาดไม่ควรปล่อยให้ข่าวหรือความกังวลบางด้านสร้างความสับสนเกินความจำเป็น เพราะ HFT เป็นกลไกที่มีอยู่ในตลาดทุนทั่วโลก และนักลงทุนแต่ละกลุ่มก็มีลักษณะการลงทุนแตกต่างกัน ไม่ได้แข่งขันกันโดยตรงทั้งหมด แต่ต่างคนต่างอยู่ในสนามที่เหมาะสมกับศักยภาพและรูปแบบการลงทุนของตนเอง ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการทำให้ตลาดมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม

ในส่วนของทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยนั้น มองว่าในภาวะปัจจุบันยังไม่สามารถกำหนดระดับดัชนีที่เหมาะสมได้อย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์โลกยังอยู่ในภาวะไม่ปกติและมีปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยแม้ดัชนีปัจจุบันจะยังไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปีมากนัก แต่ก็ยอมรับว่ายังมีโอกาสอ่อนตัวลงได้อีก หากปัจจัยลบภายนอกยืดเยื้อหรือรุนแรงกว่าคาด

ทั้งนี้ ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง นักลงทุนจึงอาจไม่สามารถใช้กลยุทธ์ซื้อแล้วถือยาวโดยไม่คำนึงถึงจังหวะได้เหมือนในภาวะปกติ แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจังหวะการลงทุนมากขึ้น ควบคู่กับการคัดเลือกหุ้นที่มีความแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบจากสงครามหรือปัจจัยภายนอกในระดับจำกัด หรืออาจได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จากัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า บริษัทในฐานะนักลงทุนสถาบันระยะยาวมอง อุตสาหกรรมมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 4.5 ล้านล้านบาท ถือเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่ที่สามารถลงทุนในตลาดทุนได้ โดยการตัดสินใจจัดสรรเงินลงทุนจะพิจารณาอย่างรอบคอบผ่านกรอบ Asset Allocation เพื่อประเมินว่า ความผันผวนและความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทเหมาะสมกับผลตอบแทนที่คาดหวังหรือไม่

ทั้งนี้แม้ผู้ลงทุนสถาบันระยะยาวจะต้องคำนึงถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่ยังมองว่า “หุ้น” เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset) สำหรับการบริหารภาระผูกพันในอนาคต เนื่องจากการลงทุนในตราสารหนี้แบบถือจนครบกำหนดจะให้ผลตอบแทนที่มีเพดานจำกัด ขณะที่การลงทุนในหุ้นยังเปิดโอกาสรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มในระยะยาว

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องติดตามควบคู่กันคือการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียน และการปรับปรุงผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ดีขึ้น ซึ่งคาดหวังว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมจากมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อาทิ โครงการ Jump+ และ Corporate Value Up เป็นสิ่งที่จะเห็นผลจริงๆ

สำหรับประเด็นที่นักลงทุนสถาบันถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแรงขายสุทธิในตลาดนั้น ตัวแทนจากภาคประกันชีวิตระบุว่า โดยภาพรวมไม่ได้มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยมากจนเป็นผู้ขายหลัก และแนวทางลงทุนของธุรกิจประกันส่วนใหญ่เป็นลักษณะ Buy and Hold มากกว่าการซื้อขายเชิงรุก จึงไม่ใช่กลุ่มที่เทรดอย่าง Active มากนัก

นโยบายภาครัฐและหลักเกณฑ์กำกับดูแลมีน้ำหนักอย่างมากต่อการตัดสินใจลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต เนื่องจากบริษัทประกันอยู่ภายใต้กรอบการกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งให้ความสำคัญกับระดับเงินกองทุนเทียบกับความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ลงทุน โดยหากเกณฑ์กำกับมีความผ่อนคลายมากขึ้น ก็จะเปิดทางให้บริษัทสามารถจัดสรรเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์เสี่ยงได้มากขึ้นเช่นกัน

ผู้บริหารสะท้อนว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการลงทุนของธุรกิจประกัน คือการปรับลดอัตรา Risk Charge สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลงจาก 25% เหลือ 18% ซึ่งถือเป็นการลดภาระด้านเงินกองทุนและช่วยให้บริษัทประกันสามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนได้มากขึ้น โดยมองว่าการปรับลดดังกล่าวมีความเหมาะสมในเชิงสถิติและช่วยสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้แม้ภาคธุรกิจต้องการเห็นการผ่อนคลายเกณฑ์เพิ่มเติม แต่การปรับลดลงมากกว่านี้อาจทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากหน่วยงานกำกับยังต้องประเมินความเหมาะสมของระดับความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ผ่านการทำ Back Test และ Stress Test เพื่อให้มั่นใจว่าเงินกองทุนของบริษัทประกันยังเพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ในมุมของผู้ประกอบการ การผ่อนคลายเกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนว่าธุรกิจประกันมีความพร้อมเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้นในระดับหนึ่ง เพื่อแลกกับโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงยังต้องอยู่บนหลักการสำคัญคือ “High Risk, High Expected Return” หรือยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่ดีขึ้น ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงและฐานะเงินกองทุนที่มั่นคง

ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดทุนไทยมีอยู่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประการแรก การบังคับใช้กฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance) อย่างเข้มงวดและจริงจังมากขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน

ประการที่สอง คือการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนปรับปรุงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ดีขึ้น โดยหลายประเทศมีมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมให้บริษัทบริหารทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หรือการใช้มาตรการซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) เพื่อสนับสนุนการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น

ส่วนประเด็นที่สาม ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากที่สุด คือการปรับโครงสร้างภาคธุรกิจจากเศรษฐกิจรูปแบบเดิม (Old Economy) ไปสู่เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของบริษัทไทยในระยะยาว

ด้านนายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะมีปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถตัดสินใจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ชัดเจนมากขึ้น ต้องย้อนก่อนหน้านี้ KAsset ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยต่ำกว่าตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะตลาดในช่วงที่ผ่านมา แต่หลังการเลือกตั้งได้เริ่มปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามขึ้นอีกครั้ง ทำให้ต้องชะลอการเพิ่มน้ำหนักและรอติดตามปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม โดยมองว่าหากสงครามคลี่คลาย หรืออย่างน้อยราคาน้ำมันอ่อนตัวลง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาพการลงทุนในหุ้นไทยกลับมาน่าสนใจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน KAsset มองว่า จุดเด่นสำคัญของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ที่ “หุ้นปันผลสูง” ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดขายของตลาดทุนไทยได้ โดยข้อมูลที่มีการยกขึ้นในเวทีเสวนาระบุว่า อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยในปีนี้อยู่ที่เกือบ 4% ขณะที่กลุ่ม SET High Dividend หรือ SET HD อยู่ที่ราว 6.8% สะท้อนเสน่ห์ของหุ้นไทยในมุมของนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

นอกจากนี้หุ้นปันผลสูงส่วนใหญ่ยังเป็นหุ้นขนาดใหญ่ หรือ Big Cap ซึ่งมักเป็นกลุ่มแรกที่นักลงทุนต่างชาติเลือกเข้าลงทุนเมื่อกลับมาเพิ่มน้ำหนักในตลาดไทย อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี พบว่า SET Index ให้ผลตอบแทนสะสมติดลบ 16% ขณะที่ SET HD ให้ผลตอบแทนสะสมบวก 18%  สะท้อนความแข็งแกร่งของหุ้นปันผลสูงในภาวะที่ตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดัน

อีกกลุ่มที่ถูกมองว่าน่าสนใจคือกองทุนโครงสร้างพื้นฐานไทย ซึ่งในเวทีมีการระบุว่าให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระดับ 8-9% ต่อปี หรือประมาณ 8.9% โดยเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนด้านราคาค่อนข้างจำกัด แต่ยังให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลอยู่ในระดับสูง จึงถือเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว

KAsset ยังเห็นว่า หากภาครัฐและภาคตลาดทุนช่วยกันผลักดันการพัฒนากองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับพลังงานสะอาดและโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ ก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดทุนไทย และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งธีมสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในระยะต่อไป

ส่วนระเด็นสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา คือการที่นักลงทุนทยอยไถ่ถอนเงินลงทุนออกจากกองทุนรวมหุ้นไทยจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ลงทุนสถาบันจำเป็นต้องขายหุ้นออกมาตามแรงไถ่ถอนดังกล่าว โดยยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการสิ้นสุดของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งไม่ได้ต่ออายุมาตรการ

ทั้งนี้ ในช่วงที่ LTF อยู่ในระดับสูงสุด เคยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 400,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 200,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินที่ไหลออกจากกองทุนหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าสาเหตุหนึ่งมาจากนักลงทุนจำนวนไม่น้อยเข้าซื้อในช่วงที่ราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง และเมื่อครบกำหนดถือครอง 5-7 ปี กลับตัดสินใจขายหรือไถ่ถอนในช่วงที่ราคาปรับตัวลงต่ำกว่าตอนซื้อ

บทเรียนดังกล่าวเป็นที่มาของแนวคิดที่ต้องการส่งเสริมการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง มากกว่าการลงทุนที่ผูกกับกรอบเวลาถือครองเพียง 5 ปี หรือ 7 ปี แล้วเกิดการไถ่ถอนออกมาเป็นรอบ ๆ ซึ่งทำให้ตลาดขาดเสถียรภาพ โดยมองว่าหากมีการออกมาตรการหรือโครงการระยะยาวรูปแบบใหม่เพิ่มเติม ก็จะเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ต่อการสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวให้กับตลาดทุนไทย

นอกจากนี้บริษัทต้องการผลักดันแนวคิดการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA ผ่านคำสั่งซื้ออัตโนมัติรายเดือนควบคู่ไปด้วย โดยระบุว่าผลการศึกษาภายในของกสิกรไทยพบว่า ลูกค้าที่ลงทุนแบบ DCA ในกองทุนเดียวกันให้ผลตอบแทนดีกว่าลูกค้าที่อาศัยจังหวะซื้อขายเองอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการสร้างวินัยการลงทุน และช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด โดยในช่วงที่ราคาหุ้นปรับลดลงนักลงทุนจะได้จำนวนหน่วยลงทุนมากขึ้น ขณะที่เมื่อราคาปรับขึ้นก็จะซื้อได้น้อยลงอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นถ้าออกกฏ TISA ออกมาอยากจะเชิญนักลงทุนทำ DCA ไปด้วย

Back to top button