
เปิดโผหุ้น SET50 “เด่น-ดิ่ง” ไตรมาสแรก ชู PTTGC พุ่งแรงสุด 74%
เปิดโผหุ้น SET50 ไตรมาสแรกปี 2569 PTTGC พุ่งแรงสุด 73.81% พ่วง IVL-PTTEP-GULF รับน้ำมัน-ปิโตรเคมี-โรงกลั่นฟื้น ส่วน SAWAD-TIDLOR-TU-CBG-MINT ติดกลุ่มหุ้นร่วง ท่ามกลางศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้สำรวจการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่ม SET50 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อสะท้อนภาพรวมทิศทางตลาดทุนไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ที่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น โดยแรงซื้อสำคัญยังคงไหลเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี ซึ่งกลายเป็นแกนนำหลักในการผลักดันดัชนีฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ พบว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 188.47 จุด หรือ 14.96% จากระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มาปิดที่ 1,448.14 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 โดยสามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุด ได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ สะท้อนให้เห็นว่ากระแสเงินลงทุนยังคงเลือกเข้าหาหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่างต่อเนื่อง
สำหรับหุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม SET50 อันดับ 1 คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ปรับขึ้น 15.50 บาท หรือ 73.81% จาก 21.00 บาท มาอยู่ที่ 36.50 บาท นับเป็นหุ้นเด่นที่สุดในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยมีแรงหนุนจากแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการฟื้นตัวพร้อมกันของทั้งธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ลงวันที่ 27 มีนาคม 2569 ว่า ปัจจัยบวกสำคัญของ PTTGC มาจากค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงเดือนมีนาคม โดยขึ้นมาแตะระดับ 25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 250% จากค่าเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่ในระดับ 7-8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจนของธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อผลประกอบการระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ธุรกิจปิโตรเคมีก็ได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากราคาเม็ดพลาสติกหลายประเภทที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเดือนมีนาคม ราคาขยับขึ้นมากกว่า 50% จากระดับ 800-900 เหรียญสหรัฐต่อตันในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ระดับ 1,400-1,500 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก แรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต และปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสขยายส่วนต่างราคาและรักษาอัตรากำไรของกลุ่มผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์ได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ จุดแข็งของ PTTGC ยังอยู่ที่โครงสร้างธุรกิจแบบ Fully Integrated Refinery and Petrochemical ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมสนับสนุนการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน บริษัทมีความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ หรือ Feedstock Flexibility สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการใช้วัตถุดิบระหว่างแนฟทาและก๊าซธรรมชาติได้ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเหนือผู้ประกอบการปิโตรเคมีแบบ Pure Play ในการบริหารต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการทำกำไร
จากปัจจัยบวกดังกล่าว บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด จึงปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนในหุ้น PTTGC เป็น “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 38 บาทต่อหุ้น โดยอิงการปรับค่า PBV ขึ้นสู่ 0.6 เท่า จากเดิม 0.5 เท่า เพื่อสะท้อนแนวโน้มผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 1/2569
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ลงวันที่ 26 มีนาคม 2569 ว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ตลาดติดตามใกล้ชิด แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ แต่กระแสข่าวบางส่วนระบุว่ามีความพยายามเจรจาผ่านคนกลาง และอิหร่านเปิด 5 เงื่อนไขยุติสงคราม ขณะที่ยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเช้านั้นแกว่งขึ้นเล็กน้อย เป็นบวกอ่อน ๆ ต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น และปิโตรเคมี
บทวิเคราะห์ดังกล่าวมองว่า หุ้นไทยในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความเสี่ยงด้านวัตถุดิบที่ลดลง ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL โดยเฉพาะ PTTGC ซึ่งใช้ Feedstock จากตะวันออกกลางราว 9% ของทั้งหมด ทำให้มีโอกาสรับอานิสงส์เด่นกว่ากลุ่ม ขณะเดียวกันกลุ่มปิโตรเคมียังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการที่จีนลดซัพพลายภาคอุตสาหกรรมและเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
รองลงมาจาก PTTGC คือ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ปรับขึ้น 9.15 บาท หรือ 56.83% จาก 16.10 บาท มาอยู่ที่ 25.25 บาท ขณะที่บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ปรับขึ้น 86.00 บาท หรือ 49.71% จาก 173.00 บาท มาอยู่ที่ 259.00 บาท สะท้อนแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยบวกสนับสนุนเฉพาะตัว
นอกจากนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ปรับขึ้น 48.50 บาท หรือ 42.92% จาก 113.00 บาท มาอยู่ที่ 161.50 บาท และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ปรับขึ้น 17.50 บาท หรือ 41.92% จาก 41.75 บาท มาอยู่ที่ 59.25 บาท ส่วนบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ปรับขึ้น 35.42% ตอกย้ำว่าการฟื้นตัวของตลาดรอบนี้มีหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี เป็นหัวหอกสำคัญ
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ลงวันที่ 27 มีนาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มปิโตรเคมี โรงกลั่น และพืชพลังงานทดแทน อาทิ ปาล์ม ยาง และไบโอดีเซล รวมถึงหุ้นกลุ่ม Commodity ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะผลักดันกำไรไตรมาส 1/2569 ให้ดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นที่อาจทำกำไรได้เกิน 1 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ดังกล่าวยังมองว่า แม้ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2569 จะยังอยู่ในเกณฑ์ดีและหนุนให้มีแรงเก็งกำไรเข้ามา แต่ในเดือนเมษายนซึ่งจะเริ่มต้นในสัปดาห์ถัดไป กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงกลั่น ยังเป็นกลุ่มที่ช่วยค้ำยันตลาดได้ ขณะที่ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือผลกระทบของราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับขึ้นแรง ซึ่งอาจเริ่มกดดันกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจในไตรมาส 2/2569 มากขึ้น
ส่วนหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรงสุดในช่วงเดียวกัน ได้แก่ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD และบริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ซึ่งต่างปรับตัวลง 12.94% โดย SAWAD ลดลง 3.30 บาท จาก 25.50 บาท เหลือ 22.20 บาท ขณะที่ TIDLOR ลดลง 2.20 บาท จาก 17.00 บาท เหลือ 14.80 บาท ตามมาด้วยบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ลดลง 12.50% บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ลดลง 12.07% และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ลดลง 11.11%
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากโครงสร้างการฟื้นตัวของตลาดในรอบ 3 เดือน จะเห็นได้ว่าการปรับขึ้นของดัชนี SET ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแรงรีบาวด์ระยะสั้น แต่เป็นการฟื้นตัวที่มีฐานจากหุ้นขนาดใหญ่หลายกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ดัชนีกลับมายืนเหนือระดับ 1,400 จุด ได้อีกครั้ง ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกที่ยังไม่หมดไป

