ผู้ถือหุ้น SFLEX ไฟเขียวปันผล 0.05 บ. ปักธงยอดขายปีนี้ 2.2 พันลบ.

ผู้ถือหุ้น SFLEX อนุมัติจ่ายปันผลเพิ่ม 0.05 บาท/หุ้น เตรียมรับทรัพย์ 8 พ.ค.นี้ พร้อมไฟเขียวลดทุนจดทะเบียนกว่า 51 ล้านบาท หวังจัดโครงสร้างทุนให้เหมาะสม เดินหน้าอัปเกรดการผลิต ดันยอดขายปี 69 ทะลุ 2.2 พันลบ.


นายสมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดเพิ่มเติมในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 37.30 ล้านบาท โดยได้กำหนดขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ไปแล้วเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ก่อนหน้านี้ SFLEX ได้ดำเนินการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับงวดการดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.054 บาท คิดเป็นเงิน 40.30 ล้านบาท และมีการจ่ายปันผลจากกำไรสะสมในอัตราหุ้นละ 0.066 บาท คิดเป็นเงิน 50 ล้านบาท (เท่ากับ 0.12 บาทต่อหุ้น) ส่งผลให้การจ่ายเงินปันผลรวมสำหรับทั้งปี พ.ศ. 2568 อยู่ที่ระดับ 0.17 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 127.6 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมผู้ถือหุ้นยังมีมติอนุมัติให้ปรับลดทุนจดทะเบียนของบริษัทลงจำนวน 51,249,960 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิมที่ 461,252,536 บาท คงเหลือ 410,002,576 บาท โดยดำเนินการผ่านการตัดหุ้นสามัญจดทะเบียนที่ยังไม่ได้จำหน่ายออกจำนวน 102,499,920 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท ทั้งนี้ การปรับลดทุนจดทะเบียนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างทุนของบริษัทให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับแผนการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางการเงินในระยะยาว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี พ.ศ. 2569 SFLEX จะเดินหน้าสร้างแบรนด์ (Branding) อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำจุดแข็งด้านคุณภาพสินค้าและการบริการ ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรในรูปแบบการพัฒนาร่วมกัน (Co-development) เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างความโดดเด่นและแตกต่างของสินค้าในตลาด พร้อมทั้งเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มใหม่

นอกจากนี้ SFLEX จะมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว ขณะที่แผนการลงทุนจากเดิมที่เคยมุ่งเน้นการเพิ่มกำลังการผลิต ในระยะถัดไปจะปรับเปลี่ยนทิศทางมาสู่การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแทน โดยจะยกระดับกระบวนการผลิตผ่านการใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อรองรับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้นผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและสนับสนุนการก้าวเข้าสู่องค์กรพลังงานสะอาด (Green Energy) อย่างเต็มรูปแบบ โดยในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายไว้ที่ระดับ 2,200 ล้านบาท

Back to top button