STANLY-SAT นำทัพกลุ่มยานยนต์! รับยอดผลิต Q1 โต 5% แตะ 3.7 แสนคัน

ยอดผลิตรถยนต์ไตรมาส 1/2569 แตะ 3.7 แสนคัน โต 5% คิดเป็น 25% คิดเป็น 25% ของเป้าทั้งปีที่ 1.5 ล้านคัน รับแรงหนุนจากรถ BEV และปัจจัยฤดูกาล ด้าน “กรุงศรี” ชู STANLY เป็น Top Pick ราคาเป้าหมาย 230 บาท ส่วน “ดาโอ” แนะ “ถือ” SAT เป้า 15.50 บาท รับกำไรฟื้นตามยอดผลิตรถยนต์


อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเชิงปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะยอดผลิตรถยนต์ที่กลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล การเร่งส่งมอบรถยนต์หลังงานมอเตอร์โชว์ และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ BEV ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นในโครงสร้างอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวยังมีลักษณะกระจุกตัว โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและค่ายรถจีน ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยจำนวนมากยังพึ่งพารถยนต์สันดาปและค่ายรถญี่ปุ่นเป็นหลัก ทำให้ผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Automotive อาจยังจำกัด และต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า ยอดผลิตรถยนต์เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 133,413 คัน เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 14% จากเดือนก่อนหน้า โดยคาดว่าได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล เนื่องจากเดือนมีนาคมเป็นช่วง High Season ของอุตสาหกรรม ทั้งจากการเร่งส่งมอบรถยนต์หลังงานมอเตอร์โชว์ และการปิดปีบัญชีของค่ายรถญี่ปุ่น

เมื่อแบ่งตามวัตถุประสงค์การผลิต พบว่า การผลิตเพื่อส่งออกมีสัดส่วน 66% ของยอดผลิตรวม เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีสัดส่วน 34% ลดลง 4% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 21% จากเดือนก่อนหน้า

ขณะที่การผลิตรถยนต์ BEV ในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 4,962 คัน ลดลง 8% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 29% จากเดือนก่อนหน้า หรือคิดเป็นประมาณ 4% ของปริมาณการผลิตรถยนต์ทั้งหมด

สำหรับภาพรวมไตรมาส 1/2569 ยอดผลิตรถยนต์รวมอยู่ที่ 3.7 แสนคัน เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 25% ของเป้าการผลิตทั้งปี 2569 ที่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 3% จากปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการผลิตรถยนต์ BEV ที่มียอดผลิตสะสม 3 เดือนแรกอยู่ที่ 11,279 คัน เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน หรือคิดเป็นประมาณ 3% ของยอดผลิตรถยนต์ทั้งหมด

ด้านยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 59,865 คัน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 21% จากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ที่จองในงานมอเตอร์โชว์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า BEV ซึ่งมีสัดส่วนการจองมากกว่า 50% ของยอดจองในงาน รวมถึงแรงหนุนจากรถ PPV รุ่นใหม่ที่ไม่มีฐานยอดขายในปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถกระบะยังหดตัว 6.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งยังเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถกระบะ

ส่วนยอดขายรถยนต์ในประเทศสะสม 3 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.8 แสนคัน เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน คิดเป็น 29% ของเป้ายอดขายในประเทศทั้งปี 2569 ที่ 6.3 แสนคัน ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 1% จากปีก่อน โดยการเติบโตช่วงต้นปีได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งมอบรถ EV ในเดือนมกราคม ทำให้ตัวเลขยอดขายสูงกว่าระดับปกติ

ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 80,394 คัน ลดลง 1% จากปีก่อน และลดลง 1% จากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางลดลง 16% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงชดเชยจากการส่งออกไปออสเตรเลีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสม 3 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2.2 แสนคัน ลดลง 2% จากปีก่อน และคิดเป็น 23% ของเป้าส่งออกทั้งปี 2569 ที่ 9.5 แสนคัน ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 2% จากปีก่อน

สำหรับแนวโน้มเดือนเมษายน 2569 KSS ประเมินว่า ยอดผลิตรถยนต์มีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยฤดูกาลและวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อการส่งออก ขณะที่ยอดขายในประเทศยังมีแรงกดดันจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOL ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในมุมมอง “เป็นกลาง” หลังยอดผลิตรถยนต์เดือนมีนาคม 2569 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อยตามคาด โดยยอดผลิตรถยนต์ไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 25% ของประมาณการทั้งปี 2569 ที่ระดับ 1.5 ล้านคัน หรือเติบโต 3% จากปีก่อน

อย่างไรก็ตาม DAOL ระบุว่า อุตสาหกรรมยังมีปัจจัยกดดันจากยอดส่งออกรถยนต์ที่มีทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งในปี 2568 มีสัดส่วนการส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าวราว 21% ของการส่งออกรถยนต์ทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นรถกระบะ ขณะที่ยอดขายในประเทศมีแนวโน้มกลับมาเติบโตจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ปรับตัวดีขึ้นมาก

ทั้งนี้ DAOL มองว่าผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Automotive อาจยังจำกัด เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเน้นผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปเป็นหลัก ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ พร้อมคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่ม Automotive ที่ระดับ Underweight

สำหรับหุ้นบริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT ทาง DAOL ให้คำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 15.50 บาท โดยประเมินว่าแนวโน้มกำไรปี 2569 จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 5% จากปีก่อน ตามทิศทางยอดผลิตรถยนต์ โดยมีปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อใหม่และการลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากยอดผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะ รวมถึงธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

ขณะที่ KSS ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มยานยนต์ แม้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน แต่การเติบโตส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม EV จีนเป็นหลัก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่บริษัทในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปของค่ายญี่ปุ่น จึงอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาด EV อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม KSS เลือกบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ STANLY เป็น Top Pick ของกลุ่มยานยนต์ พร้อมคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 230 บาท เนื่องจากมีพอร์ตสินค้าครอบคลุมทั้งโคมไฟรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าผู้ประกอบการที่พึ่งพาชิ้นส่วนรถยนต์เฉพาะกลุ่ม

นอกจากนี้ STANLY ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ฐานะการเงินแข็งแกร่งในลักษณะ Net Cash และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูงราว 10% อย่างสม่ำเสมอ จึงถูกมองว่าเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจมากที่สุดในกลุ่ม ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่ยังมีทั้งโอกาสจากการฟื้นตัวของยอดผลิตรถยนต์ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

Back to top button