
ครม.ไฟเขียวกู้ 4 แสนล้าน! “กสิกรไทย” ชี้พยุง GDP แนะสอย CPAXT-MTC-OSP รับอานิสงส์
ครม. ไฟเขียว พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มุ่งสู้ Stagflation และพยุงกำลังซื้อประชาชน บล.กสิกรไทย ประเมินหนี้สาธารณะยังไม่เกินเพดาน 70% และไม่กระทบ Rating ประเทศ เชื่อช่วยพยุง GDP ไม่ให้หลุด 1.2% พร้อมชูกลุ่มค้าปลีก-การเงิน-เครื่องดื่มรับอานิสงส์เต็ม ชู OSP, MTC และ CPAXT เป็นหุ้นเด่นรับปัจจัยบวก
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจ กระทรวงการคลัง ในการกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจ Stagflation รวมถึงการเร่งเยียวยาประชาชน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน
ทางบล.กสิกรไทย ประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวยังไม่ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยเพิ่มขึ้นแตะระดับ 70% ของ GDP จากปัจจุบันราว 66% โดยหากระดับหนี้ปรับขึ้นถึง 70% ยังถือว่าอยู่ภายใต้กรอบความสามารถในการกู้ยืมประมาณ 700,000–800,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย ระบุว่า ความกังวลต่อการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating downgrade) จะพิจารณาจากหลายปัจจัย ไม่ได้จำกัดเพียงระดับหนี้สาธารณะ แต่รวมถึง 1) วัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ 2) การบริหารจัดการหนี้ และ 3) ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ (Potential growth)
โดยอ้างอิงการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยโดย Moody’s Investors Service ที่ปรับ Outlook เป็นระดับมีเสถียรภาพ (Baa1, Stable) จากปัจจัยด้านความเสี่ยงภายนอกที่จำกัด เสถียรภาพทางการเมือง และการฟื้นตัวของการลงทุนภายในประเทศ ทำให้ KS ประเมินว่าในระยะใกล้ยังไม่น่าจะมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
ในด้านตลาดตราสารหนี้ บล.กสิกรไทย ระบุว่า จากสถิติการกู้ยืมภาครัฐในปี 2009 และ 2020 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (Yield 10 ปี) เคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 5–30 bps หลังการประกาศกฎหมายในราชกิจจานุเบกษา โดย KS ยังคงประมาณการอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ระดับ 2.50%
บล.กสิกรไทย ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ยังไม่ทราบรายละเอียดการจัดสรรเงินกู้วงเงินดังกล่าว แต่คาดว่าส่วนใหญ่จะใช้ในการกระตุ้นและประคองการบริโภคภายในประเทศ ผ่านมาตรการลดภาระค่าครองชีพ เช่น ราคาดีเซลและปุ๋ย โดยเมื่อรวมกับมาตรการคนละครึ่งวงเงินประมาณ 130,000 ล้านบาท จะช่วยลดความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว และสนับสนุนให้ GDP มีโอกาสไม่ปรับลดลงแตะระดับ 1.2% จากประมาณการเดิมที่ 1.9%
นอกจากนี้ บล.กสิกรไทย ประเมินเป็นเชิงบวกอ่อนต่อกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และกลุ่มการเงิน โดยระบุถึงบริษัท ได้แก่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เป็นกลุ่มที่อาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากมาตรการดังกล่าวในภาพรวมเศรษฐกิจ

