
AWC โกยรายได้ Q1 นิวไฮ 6.78 พันลบ. ดันกำไรแตะ 1.99 พันล้าน รับโรงแรม-คอมเมอร์เชียลโต
AWC โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 รายได้รวม 6,776 ล้านบาท โต 9.5% กำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่ม 0.9% พร้อม EBITDA แตะ 3,531 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ รับแรงหนุนพอร์ตโรงแรม-คอมเมอร์เชียลเติบโตต่อเนื่อง
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิต เพื่อตอบโจทย์ดีมานด์คุณภาพสูงจากทั่วโลก
โดยบริษัทมีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน หรือ EBITDA อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% ซึ่งทั้งรายได้รวม กำไรสุทธิ และ EBITDA ทำสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ
ทั้งนี้ AWC ยังคงรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพมูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ IBD/E Ratio อยู่ที่ 0.87 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม สะท้อนความพร้อมในการรองรับการเติบโตระยะยาวอย่างมีวินัยทางการเงิน ขณะเดียวกัน ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อน
นางวัลลภา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสนี้สะท้อนทิศทางของ AWC ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ที่มุ่งเน้นการเติบโตระยะยาว ผ่านการผสานความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรม คอมเมอร์เชียล และไลฟ์สไตล์ เพื่อเสริมศักยภาพพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์คุณภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยการเปิดตัวและพัฒนาโครงการใหม่ในปีที่ผ่านมา ช่วยต่อยอดการเติบโตของบริษัททั้งด้านรายได้ มูลค่าสินทรัพย์ และความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก
สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ มีรายได้รวม 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0% และมีกำไรจากการดำเนินงานระดับหน่วยธุรกิจ หรือ BU EBITDA อยู่ที่ 1,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% จากการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการต่อยอดประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมศักยภาพการสร้างรายได้
แรงหนุนสำคัญมาจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมเดิม โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมี RevPAR เติบโต 26% จากการฟื้นตัวของดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่นเดียวกับกลุ่มรีสอร์ตลักชัวรีในจังหวัดกระบี่และเกาะสมุยที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยโรงแรมบันยันทรี เกาะสมุย สามารถสร้าง ADR สูงสุดถึง 33,000 บาทต่อคืนในเดือนมกราคม 2569 ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม หรือ Same-store RevPAR เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 5,230 บาทต่อคืน
นอกจากนี้ บริษัทเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากโรงแรมใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2568 ได้แก่ โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย, โรงแรม จูบิลี เพรสทีจ รัชดาภิเษก และพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา โดยพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ทำอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 74% และโรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย ทำอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 83% ในไตรมาส 1/2569 พร้อม RevPAR ที่เติบโตต่อเนื่องทุกไตรมาสนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ
ขณะเดียวกัน AWC ยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว การพักผ่อน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ส่งผลให้พอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีรายได้รวม 1,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% นำโดย “เอ-ญ่า” รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ ที่สร้างรายได้สูงสุดกว่า 158 ล้านบาทในไตรมาสนี้ และยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านอาหารและไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ
ส่วนกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้รวม 2,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% และมี BU EBITDA อยู่ที่ 2,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% โดยหากไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน รายได้เติบโต 16.3% อยู่ที่ 1,175 ล้านบาท และ BU EBITDA เติบโต 15.0% อยู่ที่ 781 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตที่แท้จริงของทั้งกลุ่มศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งมีรายได้ค่าเช่าเติบโต 15% และ EBITDA เติบโต 21% จากอัตราการเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น 4% สู่ระดับ 81% ค่าเช่าเฉลี่ยสูงขึ้น 5% และทราฟฟิกผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16% จากความสำเร็จของโครงการ Jurassic World: The Experience และ SkyFlyers: Wings of Garudapterus ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
ขณะที่กลุ่มศูนย์การค้าโดยรวมมี BU EBITDA เติบโต 35% และอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 73% เป็น 77% พร้อมทราฟฟิกผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 6% ส่วนกลุ่มอาคารสำนักงานยังคงรักษาเสถียรภาพของกระแสเงินสด โดยมี BU EBITDA เติบโต 2% จากการพัฒนาอาคารภายใต้แนวคิด Lifestyle Workplace นำโดยโครงการดิ เอ็มไพร์ ภายใต้แนวคิด “The Empire Reimagined” รวมถึงการรับรู้รายได้จากอาคารสำนักงานใหม่ จูบิลี เพรสทีจ ทาวเวอร์ บนทำเลศักยภาพย่านรัชดา
พร้อมกันนี้ AWC ยังเปิดตัว “Better World Better Future” แลนด์มาร์กใหม่ด้าน Edutainment ณ Hatch Dome เพื่อส่งเสริมเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและประสบการณ์ระดับโลก ผ่านการผสานความบันเทิง เทคโนโลยี และการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน
ด้านความยั่งยืน AWC เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้พันธกิจ “Building Better Future For All” และกรอบแนวคิด 3BETTERs ได้แก่ Better Planet, Better People และ Better Prosperity เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับ Top 1% S&P CSA Score ในรายงาน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน พร้อมได้รับคะแนนสูงสุดอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ต และเรือสำราญ
นอกจากนี้ โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย ยังได้รับการรับรอง WELL Certified™ ระดับ Platinum ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าว ขณะที่โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย และอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล ได้รับ WELL Health-Safety Rating ส่วนอาคารสำนักงานในเครือ ได้แก่ ดิ เอ็มไพร์, แอทธินี ทาวเวอร์, อาคาร 208 แบงค็อก และอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ บางนา ได้รับ WELL Core Certified™ ระดับ Platinum และทั้ง 6 อาคารได้รับการรับรอง LEED Gold
สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมขยายพอร์ตโฟลิโอผ่านโครงการสำคัญในทำเลศักยภาพ อาทิ โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และโครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตของพอร์ตธุรกิจ และการพัฒนาแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับโลก ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

