
SINGER เปิดงบ Q1 พลิกกำไร 143 ล้านบาท รับธุรกิจ Lock Phone-ตั้งสำรองลดลง
SINGER พลิกกำไร Q1/69 แตะ 143 ล้านบาท รับแรงหนุนธุรกิจ Lock Phone เติบโตเด่น พร้อมตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตลดลง
บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 สิ้นสุด 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
สำหรับ SINGER รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทพลิกมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 142.94 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 950,000 บาท โดยกลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 1,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 245 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของรายได้จากการขายและธุรกิจสินเชื่อ
รายได้จากการขายอยู่ที่ 227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 97.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านแพลตฟอร์ม SG Finance+ ซึ่งช่วยสนับสนุนการขายสินค้ากลุ่ม Lock Phone ให้กับพนักงานขายและดีลเลอร์ของบริษัทได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกศูนย์การค้า
ทั้งนี้ ธุรกิจ Lock Phone ของบริษัทย่อยยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีพอร์ตลูกหนี้สินเชื่อ Lock Phone อยู่ที่ 7,478 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 54 ของพอร์ตสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากไตรมาสก่อน และยังคงเป็นพอร์ตหลักของกลุ่มบริษัทฯ โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงถัดไป
ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของกลุ่มบริษัทฯ ลดลงรวม 17 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลงจากค่าที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ปรับตัวลดลง รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) ลดลง 78 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ (Portfolio Mix) ที่มุ่งเน้นสินเชื่อที่สามารถบริหารความเสี่ยงด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ได้ดีขึ้น โดยสัดส่วนสินเชื่อรถทำเงินและสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลง ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อ Lock Phone เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ SINGER เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 144 ล้านบาท และนับเป็นไตรมาสที่มีกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566 สะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจ ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจสินเชื่อ “Lock Phone” ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เอสจีแคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC (บริษัทย่อย) บริหารคุณภาพพอร์ตสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 1,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อโทรศัพท์มือถือ “Lock Phone” ซึ่งกลายเป็นธุรกิจหลักที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้และคุณภาพพอร์ตสินเชื่อของบริษัทอย่างชัดเจน
สำหรับธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทมียอดปล่อยสินเชื่อใหม่รวม 3,018 ล้านบาท เติบโต 70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และในจำนวนดังกล่าวเป็นสินเชื่อ Lock Phone ถึง 2,941 ล้านบาท หรือคิดเป็น 97% ของยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งหมด เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อ Lock Phone รวม 7,478 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของพอร์ตสินเชื่อรวม และมีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ของพอร์ตสินเชื่อรวมของบริษัทในปัจจุบัน
ทั้งนี้ จุดแข็งของธุรกิจ Lock Phone ไม่ได้อยู่เพียงการเติบโตของยอดขายเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่สามารถบริหารความเสี่ยงด้าน NPL ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 21.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนทิศทาง Portfolio Mix ใหม่ที่เน้นพอร์ตคุณภาพมากขึ้น ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อรถทำเงินและสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลงต่อเนื่อง
ด้านธุรกิจขายสินค้า รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 97.7% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 227 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากยอดขายโทรศัพท์มือถือที่เติบโตสูง ผ่านการขยายช่องทางจำหน่ายทั้งดีลเลอร์ ช่องทางขายตรง และสาขารีเทล รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม SG Finance+ เพื่อสนับสนุนพนักงานขายและดีลเลอร์ให้สามารถขายสินค้าและปล่อยสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 17 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่องและค่าที่ปรึกษากฎหมายที่ลดลง ส่งผลให้อัตราการทำกำไรของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านกลยุทธ์การเติบโตระยะต่อไป SINGER เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรผ่านโครงการ Jump+ ซึ่งมุ่ง “ทรานส์ฟอร์มธุรกิจทั้งระบบ” ภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างต้นทุนและพัฒนาสินค้าแบรนด์ SINGER เพื่อเพิ่มอัตรากำไร การขยายทีมขายและช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ รวมถึงการทำ Digital Transformation นำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาระบบการขาย การให้บริการลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานแบบ End-to-End เพื่อยกระดับ SINGER สู่การเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีก–การเงินในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นายนราธิป กล่าวว่า ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี จากการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ Lock Phone การขยายสาขาและช่องทางออนไลน์ รวมถึงปัจจัยฤดูกาลในช่วงฤดูร้อนที่ช่วยสนับสนุนยอดขายเครื่องปรับอากาศในไตรมาส 2

