SMO ส่งซิก Q2 โตต่อ รับกำลังผลิต “โรงงานพนม” เพิ่ม-นโยบาย B7 หนุนดีมานด์

SMO ชี้แนวโน้มไตรมาส 2/2569 มีปัจจัยหนุนจากการเดินเครื่องส่วนขยายโรงงานสาขาพนม เพิ่มกำลังผลิตเป็น 150 ตันต่อชั่วโมง พร้อมรับอานิสงส์นโยบาย B7 หนุนความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่ม ขณะที่ปริมาณผลปาล์มยังออกสู่ตลาดหนุนรายได้โตต่อเนื่อง


นายกุศล ศรีเปารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยในงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทมีรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องอยู่ที่ 2,354.40 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพอยู่ที่ 40.58 ล้านบาท และมีรายได้อื่น 3.94 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายได้รวมของบริษัทในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 56.50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนปริมาณการผลิตและจำหน่ายที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งมีปริมาณขายอยู่ที่ 54,444 ตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณขาย 27,612 ตัน แม้ราคาขายเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 34.72 บาทต่อกิโลกรัม จาก 44.70 บาทต่อกิโลกรัมในปีก่อน

สำหรับผลประกอบการสุทธิในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 59 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 118 ล้านบาท โดยผู้บริหารระบุว่า ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นมาจากความพร้อมของโรงงาน การจัดหาวัตถุดิบ ปริมาณผลปาล์มสดที่เข้าสู่กระบวนการผลิต รวมถึงการกลับมามีรายได้จากตลาดส่งออก ซึ่งในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีสัดส่วนการส่งออกประมาณกว่า 30% ขณะที่ไตรมาส 1/2568 ยังไม่มีการส่งออก

ด้านโครงสร้างต้นทุน นายกุศลกล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 39.90 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.67% ของรายได้จากการขาย จากระดับ 1.24% ในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณสินค้า โดยเฉพาะการส่งออกและการส่งมอบสินค้าไปยังท่าเรือ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริหารเมื่อเทียบกับรายได้ปรับลดลงเหลือ 2.55% จาก 3.36% ในปีก่อน

ขณะที่ฐานะการเงินของบริษัท ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 มีสินทรัพย์รวม 5,636 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E Ratio อยู่ที่ 0.87 เท่า เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่ 0.47 เท่า โดยเป็นผลจากการใช้วงเงินหมุนเวียนระยะสั้นเพื่อรองรับการสต็อกสินค้าและการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งเมื่อได้รับเงินจากการขายสินค้าต่างประเทศแล้ว บริษัทจะนำมาชำระคืนตั๋วเงินระยะสั้นทันที ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยดอกเบี้ยจ่ายไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท ลดลงจาก 15 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านนายศักดา ทองรอง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส SMO กล่าวว่า บริษัทได้ดำเนินการขยายกำลังการผลิตโรงงานสาขาพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วเสร็จ โดยเปิดดำเนินการส่วนขยายตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2569 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของสาขาพนมเพิ่มขึ้นเป็น 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง จากเดิม 75 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการผลิตและการประหยัดต่อขนาด หรือ Economy of Scale ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป

ส่วนโครงการขยายโรงงานสาขาพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับพื้นที่และถมดินเพื่อรองรับการก่อสร้างอาคารโรงงาน รวมถึงอยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคาร จัดซื้อและติดตั้งเครื่องจักร ตลอดจนงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทจะทยอยแจ้งความคืบหน้าให้นักลงทุนรับทราบต่อไป

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 ผู้บริหารระบุว่า บริษัทมีปัจจัยบวกค่อนข้างชัดเจน ทั้งจากปริมาณผลปาล์มที่ยังออกสู่ตลาดต่อเนื่อง การเดินเครื่องส่วนขยายสาขาพนมได้เกือบเต็มประสิทธิภาพ และอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐในการปรับสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากเดิม และอาจส่งผลบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ายังต้องติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจมีผลต่อปริมาณผลผลิตปาล์มสดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แต่ในเบื้องต้นประเมินว่าไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ยังเป็นช่วงที่บริษัทมีโอกาสผลิตได้ต่อเนื่อง จากปริมาณผลปาล์มที่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือสูงกว่าไตรมาสแรกเล็กน้อย

Back to top button