
ดีเดย์! 25 พ.ค.นี้ รัฐเปิดสมัคร “ไทยช่วยไทย พลัส” ร้านค้า-ขนส่งผ่านถุงเงิน-กรุงไทย
รัฐบาลเปิดขั้นตอนสมัครโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และขนส่งสาธารณะ เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค.-31 ก.ค.69 ผ่านแอปฯ ถุงเงินและธนาคารกรุงไทย ก่อนรับชำระเงิน 1 มิ.ย.-30 ก.ย.69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 พ.ค.69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.-31 ก.ค.69 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที
กลุ่มที่สอง ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีธนาคารกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์ พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนดผ่านเว็บไซต์ ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant รวมถึงอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัครเข้าร่วมโครงการ
ส่วนกลุ่มที่สาม ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ อาทิ รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย
สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่งข้อความ SMS แจ้งผลการสมัคร และแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการ และเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.69 เวลา 06:00-23:00 น.
ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติของร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ร้านสินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน
นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่งในระยะต่าง ๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส
สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ประกอบด้วย อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทย หรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้อง และป้องกันการสวมสิทธิ
ขณะที่การรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงิน ตามระยะเวลาที่กำหนด และในกรณีที่การโอนเงินไม่สำเร็จ ระบบจะดำเนินการโอนซ้ำ หรือ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ต.ค.69
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว