
“ซิตี้แบงก์” ดันโซลูชันการเงินยุคใหม่ ชู API-Blockchain-Real Time Payment เสริมแกร่ง
ซิตี้แบงก์ เผย 4 เทรนด์สำคัญการบริหารเงินทุนองค์กรทั่วโลก มุ่งสู่การรวมศูนย์สภาพคล่อง ใช้ AI และข้อมูลเชิงลึกเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์กระแสเงินสด พร้อมเร่งนำระบบอัตโนมัติเข้ามาเสริมประสิทธิภาพรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ คาดภายในปี 2573 ฝ่ายบริหารเงินทุนจะมีบทบาทเชิงกลยุทธ์มากขึ้นในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร
นางแครอล มา ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาลูกค้า ธนาคารซิตี้แบงก์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญกับการบริหารเงินทุน (Treasury) มากขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนด้านต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยซิตี้เล็งเห็น 4 แนวโน้มสำคัญของการบริหารเงินทุนระดับองค์กร ได้แก่ การปรับโครงสร้างระบบบริหารเงินสู่รูปแบบรวมศูนย์ (Centralization) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสภาพคล่อง การกำกับดูแลความเสี่ยง และความคล่องตัวในการตัดสินใจทางการเงิน
โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น บริการสุขภาพ เทคโนโลยี พลังงาน รวมถึงภาคการผลิต การใช้ข้อมูลเชิงลึกและ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์กระแสเงินสด การเสริมความยืดหยุ่นและธรรมาภิบาลทางการเงิน รองรับความผันผวนของตลาด ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพเงินทุนหมุนเวียนควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ องค์กรยังได้เริ่มนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการรวมศูนย์สภาพคล่องและบริหารเงินทุนมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพากระบวนการแบบแมนนวลและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสภาพคล่องในระดับองค์กร อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริหารเงินแบบรวมศูนย์อัตโนมัติอาศัยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อข้อมูล ส่งผลให้องค์กรขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศและมีความซับซ้อนด้านการบริหารเงิน เป็นกลุ่มหลักที่มีการนำระบบดังกล่าวมาใช้ สะท้อนจากผลสำรวจองค์กรทั่วโลกกว่า 1,300 แห่ง
โดยวิจัย Citi Treasury Diagnostics พบว่า องค์กรขนาดใหญ่กว่า 80% สามารถนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการรวมศูนย์สภาพคล่องได้ในระดับสูง ขณะที่องค์กรขนาดเล็ก 38% ยังคงอาศัยกระบวนการแบบแมนนวลในบางขั้นตอนของการบริหารเงินทุน
“สำหรับแนวโน้มในระยะ 4 ปีข้างหน้า ซิตี้คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ฝ่ายบริหารเงินทุนจะมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และขับเคลื่อนธุรกิจ สอดคล้องกับงานวิจัย Treasury 2030 ที่ระบุว่า 93% ของผู้บริหารระดับสูงคาดการณ์ว่าฝ่ายบริหารเงินทุนจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดภายใน 3-5 ปี โดยองค์กรจะต้องเร่งยกระดับระบบบริหารเงินให้มีความเชื่อมโยงและสามารถดำเนินงานได้แบบเรียลไทม์มากขึ้น พร้อมนำ AI ระบบอัตโนมัติ และข้อมูลเชิงลึกมาใช้ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงคาดการณ์ เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงในระดับโลก ตลอดจนรองรับการดำเนินธุรกิจที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้นในอนาคต” นางแครอล กล่าว
นางรูปา แมนกัด หัวหน้าฝ่ายบริการบริหารสภาพคล่องประจำภูมิภาคเอเชียใต้ ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ในฐานะธนาคารสำหรับลูกค้าสถาบันและองค์กรธุรกิจ ซิตี้ได้พัฒนาโซลูชันการบริหารเงินทุนและสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับเทรนด์ล่าสุดของภาคธุรกิจ อาทิ CitiConnect API สำหรับเชื่อมต่อและติดตามข้อมูลการเงินแบบอัตโนมัติ ระบบ Instant Payment & Real-Time Funding สำหรับการชำระเงินและบริหารสภาพคล่องระหว่างบัญชีแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง และ Citi Token Services โซลูชันบริหารสภาพคล่องข้ามพรมแดนผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อให้องค์กรสามารถขยายการดำเนินงานสู่ระดับโลกได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

