“กรมลดโลกร้อน” เปิดตัวระบบ M&E รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

“กรมลดโลกร้อน” เดินหน้าเปิดตัวระบบติดตามประเมินผลการปรับตัว (M&E) เพื่อใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำคัญระดับประเทศ หวังยกระดับการรับมือวิกฤต "โลกเดือด" หลังพบข้อมูลไทยเสี่ยงภัยพิบัติพุ่งติดอันดับ 17 ของโลก พร้อมเตรียมดึงเทคโนโลยี AI ร่วมวิเคราะห์ข้อมูล เสริมภูมิคุ้มกันและลดความเปราะบางของประเทศอย่างยั่งยืน


กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ สส. ได้ดำเนินการจัดประชุมเผยแพร่แนวทางการใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (M&E) เพื่อนำเสนอความสำเร็จในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูลกลาง สำหรับใช้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปรับตัวของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยได้รับเกียรติจาก นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี สส. เป็นประธานกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Plan – Act – Track: ขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยระบบ M&E” ซึ่งมีหน่วยงานหลัก 6 สาขา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานกว่า 250 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

นายปวิช เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกไม่ได้เผชิญเพียงแค่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่กำลังเผชิญกับ “วิกฤตความสามารถในการปรับตัว” โดยอ้างอิงจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) ประจำปี 2026 ของ Germanwatch ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงพุ่งขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก จากเดิมอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (Met Office) ยังประเมินว่า ในปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา

ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก การปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) จึงกลายเป็นวาระสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้ความตกลงปารีสและเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) ที่มุ่งเน้นให้ทุกประเทศสามารถลดความเปราะบางและเสริมสร้างความยืดหยุ่น ทางรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน และเชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ การป้องกันภัยพิบัติ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ตลอดจนการผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….

ทั้งนี้ ระบบ M&E ที่พัฒนาขึ้นดังกล่าว ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือสำหรับรายงานผล แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบายด้านข้อมูลภูมิอากาศของประเทศ” ที่จะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากระดับพื้นที่ ระดับหน่วยงาน และระดับประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การประเมินความเสี่ยง และช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ รองรับการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมระดับโลก อาทิ Adaptation Fund, Green Climate Fund และกองทุน FRLD ในการดำเนินโครงการสร้างภูมิคุ้มกันในพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางต่อไป

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดเวที The Expert Talk ภายใต้หัวข้อ “จาก M&E สู่ MERL: ยกระดับระบบติดตามประเมินผลด้วย AI การเรียนรู้ และการใช้งานต่อเนื่องเชิงนโยบายที่ยั่งยืน” โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมแบ่งปันมุมมอง ได้แก่ รศ. ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสวนาในประเด็นวิวัฒนาการจากระบบติดตามผลสู่การเรียนรู้และปรับตัว (M&E – MEL – MERL), ผศ.ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับระบบ M&E เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์เชิงสนับสนุนการตัดสินใจ และ นายคนที ทองจันทร์ ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมถอดบทเรียนด้านการสร้างความยั่งยืนและการยอมรับระบบไปปฏิบัติใช้ในระดับองค์กร ตลอดจนรับฟังการบรรยายสรุปความสำเร็จโครงการโดย ผศ.ดร.ภวิสร ชื่นชุ่ม จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่าน E-Form เชื่อมต่อสู่ฐานข้อมูลกลาง แสดงผลผ่าน Dashboard และเตรียมพัฒนาต่อยอดสู่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วยฐานข้อมูลและ AI (Data-driven system) เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนในอนาคต

นายปวิช ได้กล่าวเน้นย้ำว่า ทาง สส. มุ่งหวังให้ระบบติดตามและประเมินผลดังกล่าว เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เพื่อสร้างสังคมไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

Back to top button