
“ชัยยศ” มอง SET ลุ้นทะลุ 1,600 จุด รับแรงซื้อกระจายหลายกลุ่ม ชู 3 ธีมลงทุนเด่น
“ชัยยศ จิวางกูร” บล.กรุงศรี มอง SET มีโอกาสทดสอบ 1,600 จุดอีกครั้ง หลังแรงซื้อกระจายหลายกลุ่ม หนุนดัชนีแข็งแรงกว่ารอบก่อน พร้อมชู 3 ธีมลงทุนเด่น รับกำไรและปันผลครึ่งปี สงครามคลี่คลาย และ Investment Cycle รอบใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (1 ก.ค.69) นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง โดย KSS ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางตลาด
ในหลายรอบที่ผ่านมา SET Index เมื่อขึ้นไปทดสอบบริเวณ 1,600 จุด มักเผชิญแรงขายและอ่อนตัวลง โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากความผันผวนของหุ้น DELTA ที่มีผลต่อดัชนีค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม รอบนี้มีความแตกต่างจากรอบก่อน เนื่องจากดัชนีไม่ได้ปรับขึ้นจาก DELTA เพียงตัวเดียว แต่มีแรงซื้อกระจายตัวในหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร และไฟแนนซ์
ทั้งนี้ การปรับขึ้นของตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากหลายกลุ่มพร้อมกัน จะช่วยให้ภาพรวมดัชนีมีความแข็งแรงมากกว่าการปรับขึ้นจากหุ้นรายตัวขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว โดยหาก SET Index สามารถผ่านระดับ 1,600 จุดได้ มีโอกาสยืนได้แข็งแรงมากขึ้น และมีเป้าหมายถัดไปบริเวณ 1,700 จุด ซึ่งเป็นระดับเป้าหมายของ KSS ในช่วงที่เหลือของปีนี้
สำหรับธีมการลงทุนที่น่าสนใจในระยะนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก คือ หุ้นที่ได้แรงหนุนจากแนวโน้มผลประกอบการและเงินปันผลระหว่างกาล โดยเน้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่ม ICT ซึ่งกลุ่มธนาคารได้รับแรงหนุนจากค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือ Wealth Management ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เงินปันผลครึ่งปีคาดว่าจะอยู่ในระดับราว 1-2%
ส่วนกลุ่ม ICT ยังมีแนวโน้มผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ซึ่งคาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลครึ่งปีโดดเด่นกว่ากลุ่มธนาคาร
กลุ่มที่สอง คือ หุ้นที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่เริ่มคลี่คลาย หรือ De-escalation โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เช่น กลุ่มขนส่งและสายการบิน ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ซึ่งเริ่มเห็นแรงฟื้นตัวกลับมา
กลุ่มที่สาม คือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ หรือ Investment Cycle โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและ Data Center ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย และคาดว่าจะหนุนหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ธนาคารพาณิชย์ รับเหมาก่อสร้าง และโลจิสติกส์
นายชัยยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายสนับสนุนธุรกิจ New Economy และการปรับเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาดทุนผ่านเกณฑ์ Fast Track อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นรายบริษัท เนื่องจากบริษัทที่เข้าตลาดอาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ทั้งด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด และการเติบโตของกำไร
สำหรับกรณีบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB เข้าลงทุนในบริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ในสัดส่วนประมาณ 11% นั้น KSS มีมุมมองเชิงบวกเบื้องต้น โดยประเมินได้ 2 แนวทาง คือ หากเป็นการลงทุนเพื่อรับเงินปันผล PLANB อาจรับรู้รายได้เงินปันผลเพิ่มราว 300 ล้านบาทต่อปี แต่หากมีการเพิ่มสัดส่วนกรรมการและรับรู้กำไรจากเงินลงทุน อาจหนุนกำไรเพิ่มขึ้นราว 500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามวัตถุประสงค์การลงทุนที่ชัดเจนจากผู้บริหาร PLANB รวมถึงความเป็นไปได้ในการต่อยอดเชิงกลยุทธ์ร่วมกับ COM7 เนื่องจากธุรกิจของทั้งสองบริษัทมีโอกาสเชื่อมโยงกันได้ในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อโฆษณาและแพลตฟอร์มใหม่
