
RATCH ปลดล็อกที่ดิน 2 พันไร่ รุกดาต้าเซ็นเตอร์ รับหมดสัญญา PPA-กฟผ.
RATCH เตรียมปลดล็อกที่ดินโรงไฟฟ้าราชบุรี 2,000 ไร่ หลังทยอยสิ้นสุดสัญญา PPA กับ กฟผ. เล็งต่อยอดสู่ธุรกิจ Data Center รองรับ AI พร้อมศึกษา New S-Curve ทั้ง BESS ไฮโดรเจน และ SMR สร้างฐานรายได้ใหม่ในอนาคต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์หลักของบริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรีทยอยสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. โดยบริษัทเตรียมต่อยอดพื้นที่เดิมสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต และธุรกิจ New S-Curve เพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่ในระยะยาว
นายจตุพร โสภารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าราชบุรีถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศ โดยมี RATCH Group เป็นบริษัทแม่ถือหุ้น 99.99% และจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรีได้ทยอยหมดสัญญา PPA ไปแล้ว 2 บล็อกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 และในปี 2569 จะมีอีก 3 บล็อก รวมกำลังการผลิต 2,170 เมกะวัตต์ทยอยสิ้นสุดสัญญา
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าการสิ้นสุดสัญญา PPA ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของธุรกิจ แต่เป็นโอกาสในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่บนพื้นที่ศักยภาพสูงกว่า 2,000 ไร่ ซึ่งมีระบบสาธารณูปโภคพร้อมรองรับ ทั้งโรงผลิตน้ำประปา อ่างเก็บน้ำดิบความจุกว่า 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานีไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. ระดับ 230 กิโลโวลต์ และ 500 กิโลโวลต์ รวมถึงระบบท่อก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่เชื่อมต่อเข้าพื้นที่โดยตรง
สำหรับธุรกิจใหม่ที่บริษัทให้ความสำคัญ คือ Data Center เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เติบโตตามกระแส AI และ Cloud Computing โดยพื้นที่ราชบุรีมีความพร้อมทั้งด้านไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการลงทุน Data Center ปัจจุบันบริษัทเริ่มเจรจากับนักลงทุนหลายราย และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพรองรับการใช้ไฟฟ้าระดับ 500 เมกะวัตต์ หรืออาจขยายได้ถึงระดับ 1 กิกะวัตต์
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยีพลังงานใหม่เพื่อเป็นเครื่องยนต์การเติบโตในอนาคต ได้แก่ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน, ไฮโดรเจน ซึ่งมีแนวโน้มเป็นพลังงานสะอาดแห่งอนาคต และ Small Modular Reactor หรือ SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยบริษัทได้ร่วมศึกษากับ กฟผ. เพื่อประเมินศักยภาพการลงทุน
นายจตุพรระบุว่า ความชัดเจนของธุรกิจ New S-Curve มีแนวโน้มเริ่มเห็นภายใน 1-2 ปีข้างหน้า แต่การลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากธุรกิจใหม่แตกต่างจากโรงไฟฟ้าแบบเดิมที่มีรายได้แน่นอนจากสัญญา PPA ดังนั้น ในระยะแรกอาจยังไม่สามารถสร้างรายได้ในระดับเดียวกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่หากสามารถต่อยอดและขยายธุรกิจได้ต่อเนื่อง จะกลายเป็นฐานรายได้ใหม่ของบริษัทในอนาคต
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในภาวะทรงตัว โดยยังต้องติดตามสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการลงทุน ขณะเดียวกัน เวียดนามยังเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนด้านพลังงาน เนื่องจากเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมเติบโตต่อเนื่อง แต่ยังมีความท้าทายด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
สำหรับประเด็นค่าไฟฟ้า บริษัทมองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และผู้ผลิตไฟฟ้า โดยแนวทางสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างต้นทุน ความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะการสนับสนุนอุตสาหกรรม Data Center ที่กำลังแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนทั่วโลก