
ตลาดเกาหลีใต้ดิ่ง 20% “สู่ภาวะตลาดหมี” หลังหุ้น AI-ชิป ถูกเทขายหนัก
ดัชนีคอสปีเกาหลีใต้ร่วงหนักกว่า 20% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 69 ปิดที่ 9114.55 จุด เข้าสู่ภาวะตลาดหมี หลังหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ถูกแรงขายกดดัน นักลงทุนกังวลแนวโน้มธุรกิจชิป AI และความผันผวนตลาดโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงอย่างหนักในวันพุธ (8 ก.ค. 69) โดยเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) หลังดัชนีปรับตัวลดลง 20% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 69 อยู่ที่ 9114.55 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง และทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีความผันผวนสูงที่สุดของโลกในปี 2569
ทั้งนี้ ดัชนีคอสปีปรับตัวลดลงกว่า 6% หรือร่วงลง 470 จุด แตะระดับต่ำสุดของวันที่ 7,186 จุด นับเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ Samsung Electronics ปรับตัวลดลง 7% ขณะที่ SK Hynix ลดลง 4% และ LG Energy Solution ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ ปรับตัวลดลง 5%
ดัชนีคอสปีเคยทำระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 9,114 จุด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ก่อนเผชิญแรงขายต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
แรงขายในตลาดเพิ่มขึ้นหลังหุ้น Samsung Electronics ปรับตัวลดลงเกือบ 10% เมื่อวันอังคาร แม้บริษัทคาดการณ์ว่ากำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า แต่นักลงทุนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มผลประกอบการในอนาคต โดยเฉพาะความต่อเนื่องของความต้องการชิปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นอกจากนี้ นักลงทุนยังประเมินว่า ความคาดหวังต่อราคาชิปหน่วยความจำที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ รวมถึงราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากก่อนการประกาศผลประกอบการ อาจทำให้ปัจจัยบวกส่วนใหญ่ถูกสะท้อนในราคาหุ้นไปแล้ว และจำกัดโอกาสการปรับตัวขึ้นเพิ่มเติมภายหลังการรายงานผลประกอบการ
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด โดยมีการขายหุ้นเกาหลีใต้ออกมามูลค่าประมาณ 471.7 พันล้านวอน หรือราว 311.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ต้นปี
ด้านบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลกยังได้รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq) ปรับตัวลดลง 1.16% ในวันก่อนหน้า ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ อาทิ Intel, Micron Technology และ AMD ปรับตัวลดลงแรง จากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเร็วและความยั่งยืนของการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI

