Amazon ผู้นำหุ้นกู้ Hyperscalers ระดมทุนแสนล้านเหรียญ ดัน DR ไทยขานรับ

Amazon ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดหุ้นกู้กลุ่ม Hyperscalers หลังระดมทุนกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ รองรับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลเพื่อการแข่งขันด้าน AI ขณะที่ตลาดตราสารหนี้เริ่มเผชิญภาวะ Portfolio Saturation ด้าน DR อ้างอิงหุ้น Amazon ในไทย ได้แก่ AMZN01, AMZN03 และ AMZN80 ปรับตัวเชิงบวกตามแนวโน้มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต


สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า บริษัท Amazon.com Inc. ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ออกตราสารหนี้รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) หลังบริษัทระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้รวมมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ครอบคลุมตราสารหนี้หลายช่วงอายุ (multiple maturities) เพื่อสนับสนุนการขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

การออกหุ้นกู้ครั้งล่าสุดของ Amazon มีมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก โดยมียอดคำสั่งซื้อรวมประมาณ 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัท อย่างไรก็ตาม ระดับความต้องการดังกล่าวปรับลดลงเมื่อเทียบกับการเสนอขายหุ้นกู้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมียอดคำสั่งซื้อสูงกว่าประมาณสองเท่า

ข้อมูลการออกหุ้นกู้ของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสหรัฐฯ (US Big Tech bond sales) แสดงให้เห็นว่า Amazon เป็นผู้นำตลาดตราสารหนี้ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยการระดมทุนครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันด้าน AI และบริการคลาวด์ในระยะยาว

รองลงมาคือ Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google ซึ่งมีมูลค่าการออกหุ้นกู้รวมเกือบ 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถือเป็นบริษัทที่มีการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงินมากที่สุดในกลุ่ม Hyperscalers จากการออกตราสารหนี้ในหลายตลาด รวมถึงสกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิงและเงินเยนญี่ปุ่น

ด้าน Meta Platforms Inc. อยู่ในอันดับสาม ด้วยมูลค่าการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ประมาณ 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Oracle Corp. อยู่ในอันดับสี่ ด้วยมูลค่าการออกหุ้นกู้ประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทั้งสองบริษัทยังคงให้น้ำหนักกับการออกตราสารหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน Nvidia Corp. และ SpaceX มีมูลค่าการออกหุ้นกู้รวมอยู่ที่ประมาณบริษัทละ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความต้องการเงินทุนในระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล และการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารหนี้เริ่มเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านอุปสงค์ของนักลงทุนที่ชะลอตัวลง ประกอบกับภาวะที่พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนจำนวนมากมีการถือครองตราสารหนี้ของกลุ่ม Hyperscalers ในระดับสูง หรือที่เรียกว่า portfolio saturation ส่งผลให้ความสามารถของตลาดในการรองรับการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมอาจเริ่มมีข้อจำกัด และสะท้อนถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในตลาดสินเชื่อ (credit markets)

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนภาพการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่กำลังเร่งลงทุนเพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำด้าน AI โดยตลาดตราสารหนี้ยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับการขยายโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณความระมัดระวังจากฝั่งนักลงทุนมากขึ้น

นักลงทุนบางส่วนเริ่มประเมินความเสี่ยงของการระดมทุนจำนวนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น โดยแนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลให้ส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นกู้ภาคเอกชน (corporate bond spreads) ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขยายตัว เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

การระดมทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการแข่งขันเพื่อครองความได้เปรียบในยุค AI ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ทั้งในด้านศูนย์ข้อมูล คลาวด์คอมพิวติ้ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาโมเดล AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อ้างอิงหุ้น Amazon.com Inc. จำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ AMZN01, AMZN06, AMZN03 และ AMZN80

AMZN01 ซึ่งออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 24.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 0.84% มีมูลค่าการซื้อขาย 1.77 แสนบาท

AMZN06 ซึ่งออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 2.02 บาท โดยราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง

AMZN03 ซึ่งออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 4.08 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท หรือ 0.49% มีมูลค่าการซื้อขาย 1.01 แสนบาท

AMZN80 ซึ่งออกโดย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 24.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 0.84% มีมูลค่าการซื้อขาย 1.77 แสนบาท

Back to top button