“กรภัทร” ชี้ SET เข้าสู่ “Early Bull” ต่างชาติซื้อพลังงาน-แบงก์ ลุ้นทดสอบเป้า 1,680 จุด

“กรภัทร” ชี้ฟันด์โฟลว์เลือกสะสม PTT-PTTEP-KBANK สะท้อนความเชื่อมั่นต่อกลุ่มพลังงานและเศรษฐกิจไทย มองตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะ “ต้นตลาดกระทิง หรือ Early Bull หาก SET ผ่านแนว 1,630-1,650 จุด มีโอกาสเดินหน้าสู่เป้าหมาย 1,680 จุด พร้อมแนะ Selective Buy หุ้นรับธีม AI Infrastructure และ New Capex Cycle นำโดย KBANK-KTB-GULF-GPSC-ADVANC-AMATA-PTT


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 16 ก.ค.69 ว่า กระแสเงินทุนต่างชาติ หรือ Fund Flow ที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างตลาด โดยนับตั้งแต่ต้นปีหุ้นที่ได้รับแรงซื้อสุทธิสูงสุด ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กว่า 28,000 ล้านบาท บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP กว่า 23,000 ล้านบาท และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กว่า 21,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ หุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ มักเป็นเป้าหมายหลักของเงินทุนต่างชาติอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือเม็ดเงินไม่ได้ไหลเข้าสู่หุ้นพลังงานเพียงกลุ่มเดียว แต่เริ่มกระจายเข้าสู่หุ้นธนาคารด้วย ซึ่งอาจสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติมองเห็นพัฒนาการเชิงบวกของเศรษฐกิจไทย รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีโอกาสปรับตัวดีขึ้น

หากเงินทุนไหลเข้าสู่หุ้นพลังงานเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่สะท้อนว่าโครงสร้างตลาดแข็งแรงมากนัก เนื่องจากหุ้นพลังงานมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ทั้งราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี แต่การที่เม็ดเงินเข้าสู่หุ้นธนาคารควบคู่กัน ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะอาจบ่งชี้ถึงความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ

นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและธนาคารยังเป็นสองกลุ่มที่นักวิเคราะห์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไร โดยกลุ่มพลังงานได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มอุปทานของอุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่มีโอกาสตึงตัวในระยะกลางถึงยาว หลังโรงงานบางส่วนในจีนลดกำลังการผลิต ขณะที่กำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ระบบช้าลง

นายกรภัทรประเมินว่า ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีจะได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานตึงตัวอย่างน้อยประมาณ 1 ปีครึ่ง และอาจยาวนานใกล้ 3 ปี เนื่องจากกำลังการผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย ขณะที่เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย การฟื้นฟูเศรษฐกิจในหลายประเทศจะช่วยหนุนความต้องการใช้พลังงานและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น

แม้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อาจผันผวนเป็นรายไตรมาส โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 แต่แนวโน้มผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีมีโอกาสทยอยฟื้นตัวชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

สำหรับ PTT ถือเป็นหุ้นที่สะท้อนภาพรวมธุรกิจพลังงานทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อีกทั้งราคาหุ้นยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต จึงมีความน่าสนใจในฐานะหุ้นขนาดใหญ่ที่สามารถขับเคลื่อนดัชนีได้

ในเชิงเทคนิค ราคาหุ้น PTT สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 38.25 บาท ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถผ่านได้มาเป็นเวลานาน จึงเริ่มส่งสัญญาณถึงโอกาสทะลุกรอบแกว่งตัวขนาดใหญ่ และอาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

นายกรภัทรกล่าวว่า โครงสร้างตลาดหุ้นไทยเริ่มแข็งแรงและกระจายตัวมากขึ้น ไม่ได้ปรับตัวขึ้นจากหุ้นชิปหรือหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัวเหมือนช่วงก่อนหน้า แต่เริ่มขยายไปสู่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการลงทุนรอบใหม่

ปัจจุบันหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 71% สามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ประเมินแนวโน้มระยะยาว สะท้อนว่าหุ้นส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น และช่วยยืนยันว่าการฟื้นตัวของตลาดมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น

หากตลาดไม่เผชิญปัจจัยลบหรือเหตุการณ์รุนแรง ดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสลับพักฐาน พร้อมหมุนเวียนการลงทุนไปยังหุ้นหลายกลุ่ม โดยผลประกอบการไตรมาส 2/69 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยคัดกรองว่าบริษัทใดได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานน้อยกว่าคาด และบริษัทใดมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วในไตรมาส 3/69

นายกรภัทรยังมองว่า ภูมิภาคเอเชียกำลังเข้าสู่วงจรการลงทุนรอบใหม่ หรือ “New Capex Cycle” และอยู่ในจุดที่น่าสนใจที่สุดด้านการลงทุนนับตั้งแต่ปี 2545 โดยหลายประเทศทั่วเอเชียกำลังเร่งลงทุนขนาดใหญ่พร้อมกัน ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี

วงจรการลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI พลังงาน และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกระแสเงินทุนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่และสินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยในระยะกลางถึงยาว

ขณะเดียวกัน โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ซึ่งเน้นความถนัดและประสิทธิภาพสูงสุด ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่แยกส่วน หรือ Fragmented มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่ได้พิจารณาเพียงต้นทุนการผลิตหรือค่าไฟฟ้าที่ต่ำเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของโครงสร้างประเทศและกฎระเบียบ รวมถึงความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาว

สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ นายกรภัทรมองว่ารอบการปรับตัวขึ้นอาจดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาว เนื่องจากผลประกอบการทยอยดีขึ้น พร้อมมีโครงสร้างรายได้ใหม่เข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือ Wealth Management และ Private Banking บางธนาคารมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 25-35% และสามารถชดเชยรายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่ลดลงได้แล้ว ซึ่งจะช่วยให้โครงสร้างรายได้มีความมั่นคงและเปิดโอกาสให้มูลค่าหุ้นธนาคารปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป

ส่วนแรงขายของนักลงทุนสถาบันในประเทศช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการไถ่ถอนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF รุ่นเดิม โดยระดับดัชนีบริเวณ 1,630-1,650 จุด ถือเป็นต้นทุนของเงินลงทุนบางส่วนในช่วงปี 2560-2562

หาก SET Index สามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ อาจช่วยลดแรงขายจากกองทุนเดิมและทำให้โครงสร้างตลาดแข็งแรงขึ้น พร้อมเปิดทางให้ดัชนีปรับตัวเข้าสู่เป้าหมายของ KSS ที่ระดับ 1,680 จุดได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตามระดับ 1,680 จุดยังเป็นเพียงเป้าหมายกรณีฐาน โดยต้องติดตามประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาล และความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เข้ามาลงทุนจริง หากมีพัฒนาการที่ดีกว่าคาด ตลาดอาจมีโอกาสปรับตัวสูงกว่าเป้าหมายดังกล่าว

นายกรภัทรประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของตลาดขาขึ้น หรือ “Early Bull” หลังจากปีก่อนถือเป็นช่วงที่ตลาดมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนมากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยนักลงทุนควรทยอยเลือกลงทุนแบบ Selective Buy และยังไม่ควรคาดหวังเป้าหมายระยะไกลมากเกินไป

สำหรับกลยุทธ์ Selective Buy ควรเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยธีมหลักยังคงเป็น AI Infrastructure และวงจรการลงทุนใหม่ของประเทศไทย หรือ Thailand New Capex Cycle

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เลือก KBANK และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB โดยมองว่าธนาคารไทยกำลังยกระดับธุรกิจไปสู่ Wealth Management และนำ AI รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คล้ายกับพัฒนาการของธนาคารในสิงคโปร์

กลุ่มโรงไฟฟ้า เลือกบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT เลือกบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ซึ่งมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน AI และมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการใช้ข้อมูลและบริการดิจิทัลในระยะกลางถึงยาว

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เลือกบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เพื่อรับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการเข้ามาตั้งฐานของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ในประเทศไทย

ส่วนกลุ่มความมั่นคงด้านพลังงาน หรือ Energy Security เลือก PTT ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของธุรกิจพลังงานทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงแนวโน้มอุปทานโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ตึงตัวในระยะกลางถึงยาว

นอกจากนี้ ยังมีหุ้นในธีมการฟื้นตัวระยะถัดไป ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว โรงพยาบาล การเงิน และค้าปลีก ซึ่งอาจยังไม่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ราคาหุ้นส่วนใหญ่สะท้อนผลประกอบการที่อ่อนแอไปมากแล้ว โดยตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักกับแนวโน้มกำไรในอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า

หุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH รวมถึงหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และ KTB

Back to top button