
“โรงกลั่นไทย” แคปวูบ 3.54 หมื่นล้านบาท หลัง “เอกนัฏ” ทุบสูตรราคาน้ำมันใหม่
โรงกลั่นมาร์เก็ตแคปวูบรวม 3.54 หมื่นล้านบาท หรือ 6.23% ณ ปิดภาคเช้า 29 ต.ค. นำโดย PTTGC หายหนักสุด 1.92 หมื่นล้านบาท หลัง “เอกนัฏ” รื้อสูตรราคาน้ำมัน ยกเลิก “ต้นทุนทิพย์” มีผลวันนี้ นักลงทุนหวั่นกระทบรายได้-กำไรโรงกลั่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบจากมาตรการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของภาครัฐ หลังประกาศยกเลิกรายการต้นทุนสมมุติ หรือ “ต้นทุนทิพย์” ออกจากสูตรคำนวณราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น ส่งผลให้ตลาดจับตาความเสี่ยงต่อแนวโน้มรายได้และความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่นในระยะถัดไป
ทั้งนี้ จากการสำรวจมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC พบว่า ณ สิ้นวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ทั้ง 5 บริษัทมีมูลค่าตลาดรวม 567,390.96 ล้านบาท ก่อนปรับลดลงเหลือ 532,023.92 ล้านบาท ณ ปิดการซื้อขายภาคเช้าวันที่ 29 ตุลาคม 2569
ส่งผลให้ มูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมของทั้ง 5 บริษัทลดลง 35,367.04 ล้านบาท หรือ 6.23% ภายในครึ่งวันทำการ สะท้อนแรงขายในหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากการปรับสูตรราคาน้ำมันของภาครัฐ
เมื่อพิจารณารายบริษัทพบว่า PTTGC มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงมากที่สุด จาก 229,951.30 ล้านบาท ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เหลือ 210,788.70 ล้านบาท ณ ปิดภาคเช้าวันที่ 29 ตุลาคม 2569 หรือลดลง 19,162.60 ล้านบาท คิดเป็น 8.33% ของมูลค่าตลาดเดิม
สำหรับ PTTGC ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมันแบบครบวงจร ครอบคลุมธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โอเลฟินส์ อะโรเมติกส์ พอลิเมอร์ ตลอดจนเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมีทั้งกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เชื่อมโยงกัน ทำให้ผลประกอบการขึ้นอยู่กับทั้งส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ขณะที่การปรับสูตรราคาน้ำมันของภาครัฐถือเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามในส่วนของธุรกิจโรงกลั่น
รองลงมาคือ TOP ซึ่งมูลค่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงจาก 145,757.77 ล้านบาท เหลือ 137,380.89 ล้านบาท หรือลดลง 8,376.88 ล้านบาท คิดเป็น 5.75% โดยบริษัทดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันเป็นหลัก ครอบคลุมการผลิตน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันอากาศยาน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่น รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีประเภทอะโรเมติกส์ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และสารตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมผลิตสารซักล้าง ตลอดจนธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ TOP ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันรายสำคัญของประเทศ โดยมีโรงกลั่นขนาดใหญ่และโครงสร้างการผลิตที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและต้นทุนการกลั่นเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
ขณะที่ BCP มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงจาก 72,895.71 ล้านบาท เหลือ 68,845.95 ล้านบาท หรือลดลง 4,049.76 ล้านบาท คิดเป็น 5.56% โดยบริษัทประกอบธุรกิจพลังงานครบวงจร มีโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นบางจากศรีราชา ควบคู่กับธุรกิจการตลาดน้ำมันผ่านสถานีบริการบางจาก รวมถึงธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ การค้าน้ำมัน ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตลอดจนธุรกิจผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ BCP จึงมีแหล่งรายได้และกำไรจากหลายธุรกิจ โดยผลกระทบจากการปรับสูตรราคาน้ำมันจำเป็นต้องพิจารณาแยกส่วนของธุรกิจโรงกลั่นออกจากธุรกิจการตลาดน้ำมัน รวมถึงธุรกิจพลังงานอื่นที่บริษัทลงทุนอยู่
ด้าน IRPC มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงจาก 57,216.37 ล้านบาท เหลือ 55,172.93 ล้านบาท หรือลดลง 2,043.44 ล้านบาท คิดเป็น 3.57% โดยบริษัทดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีแบบครบวงจร มีโรงกลั่นน้ำมันดิบเพื่อผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงและวัตถุดิบป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี พร้อมผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ อาทิ โพลิโพรพิลีน (PP) โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่น
นอกจากนี้ IRPC ยังดำเนินธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน ยางมะตอย ตลอดจนธุรกิจสนับสนุนการผลิต เช่น ท่าเรือน้ำลึก คลังน้ำมัน และระบบสาธารณูปโภค ทำให้ผลประกอบการได้รับอิทธิพลจากทั้งค่าการกลั่นน้ำมันและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและทิศทางความต้องการผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก
ส่วน SPRC มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงจาก 61,569.81 ล้านบาท เหลือ 59,835.45 ล้านบาท หรือลดลง 1,734.36 ล้านบาท คิดเป็น 2.82% โดยบริษัทดำเนินธุรกิจกลั่นน้ำมันเป็นหลัก มีโรงกลั่นตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง กำลังการกลั่นประมาณ 175,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป อาทิ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันอากาศยาน และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจการตลาดน้ำมันผ่านเครือข่ายสถานีบริการ Caltex ส่งผลให้ SPRC มีธุรกิจทั้งในส่วนโรงกลั่นและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยการเปลี่ยนแปลงสูตรราคาหน้าโรงกลั่นอาจส่งผลต่อส่วนต่างราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการค้าและโครงสร้างต้นทุนของบริษัท
สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ณ ปิดการซื้อขายภาคเช้าวันที่ 29 ตุลาคม 2569 พบว่า PTTGC ปิดที่ระดับ 46.75 บาท ลดลง 4.25 บาท หรือ 8.33% เมื่อเทียบกับราคาปิดวันก่อนหน้า (28 ตุลาคม 2569) ที่ระดับ 51.00 บาท ขณะที่ TOP ปิดที่ระดับ 61.50 บาท ลดลง 3.75 บาท หรือ 5.75% จากระดับ 65.25 บาท และ BCP ปิดที่ระดับ 46.75 บาท ลดลง 2.75 บาท หรือ 5.56% จากระดับ 49.50 บาท
ส่วน IRPC ปิดที่ระดับ 2.70 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 3.57% จากระดับ 2.80 บาท และ SPRC ปิดที่ระดับ 13.80 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือ 2.82% จากระดับ 14.20 บาท
โดยปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามคำสั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดให้การคำนวณราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นทุกประเภทเปลี่ยนมาใช้หลักเกณฑ์ใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ด้วยการยกเลิกรายการต้นทุนสมมุติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งอยู่ในสูตรการคำนวณราคาน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2547 หรือเป็นระยะเวลา 22 ปี
นายเอกนัฏระบุว่า ที่ผ่านมาการกำหนดราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นของประเทศไทยใช้วิธีอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ก่อนบวกค่าใช้จ่ายเสมือนมีการขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย แม้ว่าน้ำมันส่วนใหญ่จะผ่านกระบวนการกลั่นภายในประเทศ
ดังนั้น คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จึงมีมติปรับปรุงสูตรคำนวณราคาน้ำมัน โดยยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างการขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์ (Freight, Insurance, Loss) พร้อมปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ของอัตราเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง
มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นทุกประเภทปรับลดลงระหว่าง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 29.70 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,839 ล้านบาทต่อปี
โดยน้ำมันดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณการใช้สูงสุดได้รับประโยชน์มากที่สุด จากราคาที่ลดลง 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่า 6,795 ล้านบาทต่อปี รองลงมาคือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งราคาปรับลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่า 2,115 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ นายเอกนัฏเปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 กบง. ได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นรวม 8 ครั้ง โดยเรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 31,786 ล้านบาท ครอบคลุมปริมาณน้ำมันดีเซลรวม 11,058 ล้านลิตร
เมื่อรวมกับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ดูแลราคาน้ำมันอีก 64,355 ล้านบาท ส่งผลให้ภาครัฐใช้วงเงินในการดูแลราคาพลังงานเพื่อประชาชนรวม 96,141 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันดังกล่าวถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงนโยบายที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ประกอบการโรงกลั่น เนื่องจากอาจส่งผลต่อส่วนต่างราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันและความสามารถในการทำกำไร โดยระดับผลกระทบที่แท้จริงจำเป็นต้องพิจารณาจากโครงสร้างรายได้ สัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการแต่ละแห่ง
โดยเฉพาะ TOP และ SPRC ซึ่งมีธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันเป็นธุรกิจหลัก ขณะที่ BCP มีธุรกิจโรงกลั่นควบคู่กับธุรกิจการตลาดน้ำมันและธุรกิจพลังงานอื่น ส่วน IRPC และ PTTGC มีธุรกิจปิโตรเคมีเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำเนินงาน ทำให้ผลกระทบต่อรายได้และกำไรอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจ
ทั้งนี้ แม้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหุ้นทั้ง 5 บริษัทจะลดลงรวมกว่า 35,367 ล้านบาทภายในครึ่งวันทำการ แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงมูลค่าตลาดของหุ้น ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายจากการดำเนินธุรกิจหรือกำไรที่ลดลงจริงจากมาตรการของภาครัฐ
สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ การประเมินผลกระทบจากสูตรราคาน้ำมันใหม่ต่อรายได้ อัตรากำไร และประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่ง รวมถึงทิศทางการปรับประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ หลังมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ


