KS ชู CREDIT หุ้นเด่น “กลุ่มแบงก์” เคาะเป้า 36 บาท รับพอร์ตรายย่อยแกร่ง

KS แนะนำ "ซื้อ" หุ้น CREDIT เคาะราคาเป้าหมาย 36 บาท ชูอัพไซด์สูงถึง 60% เผยจุดเด่นพอร์ตสินเชื่อ Micro-SME เติบโตแข็งแกร่งสวนทางอุตสาหกรรม พร้อมบริหารความเสี่ยงเยี่ยมด้วยการค้ำประกันจาก บสย. หนุนความสามารถในการทำกำไรและ ROE ทะลุ 15-16% เหนือคู่แข่งในกลุ่มธนาคาร


บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ มีมุมมองเชิงบวกต่อ บริษัท ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ในฐานะธนาคารเฉพาะทางที่มีศักยภาพการดำเนินงานแข็งแกร่ง โดยมุ่งเน้นการให้สินเชื่อแก่กลุ่ม Micro-SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และเป็นตลาดที่ธนาคารขนาดใหญ่ทยอยลดการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากมองว่ามีความเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ตาม CREDIT สามารถรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมี Credit Cost ลดลงมาอยู่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่ระดับ 1.5% ขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ยังคงทรงตัว นอกจากนี้ยังสร้างการเติบโตของสินเชื่อได้อย่างโดดเด่นที่ 13.6% และ 11.6% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ ซึ่งสวนทางกับพอร์ตสินเชื่อ SME ของกลุ่มธนาคารโดยรวมที่หดตัวลง (พอร์ตสินเชื่อ SME ของธนาคาร 7 แห่งที่ฝ่ายวิเคราะห์ติดตาม ปรับตัวลดลง 3.9% และ 5.7% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ)

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวคือ การใช้กลไกค้ำประกันของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (TCGC หรือ บสย.) เพื่อขยายการปล่อยสินเชื่อควบคู่กับการลดความเสียหายหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ โดยข้อมูลระบุว่าวงเงินอนุมัติค้ำประกันในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 127% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนที่ช่วยให้ CREDIT มีโอกาสบรรลุเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก เนื่องจากปัจจุบัน 55% ของพอร์ตสินเชื่อได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานดังกล่าว

ด้วยการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ธนาคารสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ได้ในระดับ 15–16% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารที่ประมาณ 10% อย่างมีนัยสำคัญ โมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นสินเชื่อ SME ยังช่วยให้อัตราผลตอบแทนจากสินเชื่ออยู่ในระดับสูงราว 10% (เทียบกับธนาคารอื่นที่ 4–6%) และมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ประมาณ 7% (เทียบกับธนาคารอื่นที่ 3–4%)

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า CREDIT ยังคงอยู่ในช่วงการเติบโตสูง แตกต่างจากธนาคารอื่นที่การเติบโตของสินเชื่อชะลอลง โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกำไรปกติในช่วง 3 ปีข้างหน้าที่ 10.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 3.3% ขณะที่อัตราการจ่ายเงินปันผลปัจจุบันอยู่ที่ 30% ซึ่งแม้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 67% แต่มองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม เพื่อนำกำไรกลับไปลงทุนรองรับการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต

บล.กสิกรไทย เริ่มต้นบทวิเคราะห์ CREDIT ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 36 บาท (คิดเป็นผลตอบแทนรวม 60%) โดยมองว่ามูลค่าหุ้นปัจจุบันน่าสนใจมาก ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่ 22.6 บาท คิดเป็นค่า P/E ปี 2569 และ 2570 เพียง 6.3 เท่า และ 5.8 เท่าตามลำดับ ส่วนค่า P/BV อยู่ที่ 0.94 เท่า และ 0.84 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับ ROE ที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงถึง 15.8% และ 15.1%

โดยราคาเป้าหมายที่ 36 บาทนั้น เทียบเท่า P/E ปี 2569 และ 2570 ที่ 10.0 เท่า และ 9.4 เท่า และ P/BV ที่ 1.5 เท่า และ 1.3 เท่าตามลำดับ แม้ธนาคารจะมี ROE ใกล้เคียงกับ TISCO แต่ปัจจุบันกลับซื้อขายด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่ามาก (TISCO มี P/BV ปี 2569 ราว 2.2 เท่า)

ทั้งนี้ สภาพการแข่งขันในตลาด Micro-SME ที่ลดลงจากการถอยร่นของธนาคารขนาดใหญ่ ส่งผลให้ความต้องการสินเชื่อของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น จึงเชื่อมั่นว่า CREDIT ยังมีศักยภาพในการขยายสินเชื่อได้อีกมาก และตลาดสินเชื่อกลุ่มนี้ยังห่างไกลจากภาวะอิ่มตัว

Back to top button