
ส่อง 3 หุ้นโรงไฟฟ้า! รับ กพช. เปิด Direct PPA ชู GULF-GPSC-BGRIM เด่น
เปิดฉากเสรีพลังงานสะอาด! กพช. รุกคืบปรับโครงสร้างค่าไฟครั้งใหญ่ ดึง Direct PPA ลุยรับเมกะเทรนด์ Data Center ที่กำลังพุ่งแรง โบรกฯ ปักหมุดชี้เป้า 3 หุ้นยักษ์ใหญ่ GULF-GPSC-BGRIM โอกาสสะสมเพื่อการเติบโตระยะยาวที่มั่นคง พร้อมส่องราคาเป้าหมาย GULF ที่ 78 บาท, GPSC ที่ 56 บาท และ BGRIM ที่ 22 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ากลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุน หลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าหลายด้าน ทั้งการลดภาระค่าไฟของประชาชน การแยกอัตราค่าไฟสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) รวมถึงการเดินหน้าโครงการโซลาร์ชุมชนกำลังผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์
มาตรการดังกล่าวมีทั้งปัจจัยบวกและความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะสั้นจากทิศทางค่าไฟที่ลดลง ขณะที่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรีและความต้องการใช้พลังงานสะอาดจาก Data Center มีโอกาสสร้างการเติบโตในระยะยาวให้แก่ผู้ประกอบการที่มีความพร้อม
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กพช.มีมติให้ถอดต้นทุนค่าไฟสาธารณะออกจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประชาชนในกรอบ 10-15 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลเร็วที่สุดในรอบค่าไฟเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเตรียมแยกอัตราค่าไฟสำหรับ Data Center ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รวมถึงกำหนดให้ Data Center ขนาดใหญ่ต้องวางหลักประกันการใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ประเมินว่า การลดค่าไฟฐานดังกล่าวจะเป็นปัจจัยลบต่อผู้ประกอบการ SPP ในระยะสั้น โดยคาดว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2569 และ 2570 จะลดลงมาอยู่ที่ 3.86 บาท และ 3.68 บาทต่อหน่วย ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มได้รับการชดเชยจากต้นทุนก๊าซ Pool Gas ที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ตามภาวะอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีแนวโน้มล้นตลาดในช่วงปี 2569-2573
แม้สมมติฐานค่าไฟจะลดลง 15 สตางค์ต่อหน่วย บล.กรุงศรียังคาดว่ากำไรปกติปี 2570 ของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC จะเติบโต 23% ขณะที่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP จะเติบโต 6% และ 21% ตามลำดับ
สำหรับการกำหนดอัตราค่าไฟของ Data Center บล.กรุงศรี มองว่าเป็นปัจจัยเป็นกลางถึงลบในเชิงจิตวิทยาการลงทุน แม้ผู้ประกอบการอาจมีต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น แต่ไม่น่ากระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าไฟทั่วโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้พลังงาน อีกทั้งประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านพื้นที่ กำลังการผลิตไฟฟ้า แหล่งน้ำ ระบบโทรคมนาคม และนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ บล.กรุงศรีมองว่า การปรับหลักเกณฑ์คัดเลือกโครงการโซลาร์ชุมชนกำลังผลิต 1,500 เมกะวัตต์ จากระบบ “มาก่อนได้ก่อน” เป็นการประเมินตามคะแนนเชิงคุณภาพ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น โดย บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL, WHAUP และ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีโอกาสได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องติดตามการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm หลัง กพช.เห็นชอบในหลักการให้กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาที่เดิมมีการต่ออายุโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจกดดันต่อบริษัทที่มีสัดส่วนโรงไฟฟ้า Non-Firm สูง ได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA, GUNKUL, บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP และ BCPG
ทั้งนี้ บล.กรุงศรียังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเลือก GULF และ GPSC เป็นหุ้นเด่น พร้อมมองว่าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุน โดยคาดว่าจะมีการประกาศร่างในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 และเริ่มบังคับใช้ในไตรมาส 4/2569
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า กพช.ยังเห็นชอบลดค่าไฟบ้านสำหรับการใช้ไฟฟ้า 1-200 หน่วยแรก เหลือ 3 บาทต่อหน่วย พร้อมแยกต้นทุนไฟสาธารณะออกจากค่าไฟบ้าน และมอบหมายให้ กกพ.ปรับหลักเกณฑ์กองทุนพัฒนาไฟฟ้า โดยจัดเก็บเงินจากผู้ใช้ไฟกลุ่ม Data Center ผู้ใช้ Direct PPA และแหล่งเงินอื่น เพื่อนำมาช่วยลดภาระค่าไฟของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
บล.เอเซีย พลัสประเมินว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างการจัดเก็บค่าไฟผ่านกลไกกองทุนพัฒนาไฟฟ้า จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความคืบหน้าของ Direct PPA ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าและการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อ GULF, GPSC และ BGRIM ในระยะยาว แม้ผลต่อกำไรยังต้องรอรายละเอียดหลักเกณฑ์จาก กกพ.
สำหรับแนวโน้มค่าไฟฟ้างวดเดือน กันยายน-ธันวาคม 2569 กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น 4 แนวทาง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราค่าไฟอยู่ในช่วง 3.95-4.73 บาทต่อหน่วย โดยแนวทางที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงคือการตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม การตรึงค่าไฟอาจจำกัดการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงและการฟื้นตัวของอัตรากำไรของกลุ่ม SPP หากต้นทุนก๊าซยังอยู่ในระดับสูง
บล.เอเซีย พลัสมองว่า BGRIM มีความอ่อนไหวต่อประเด็นดังกล่าวมากที่สุด รองลงมาคือ GPSC ขณะที่โรงไฟฟ้ากลุ่ม IPP ได้แก่ GULF, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO และ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH จะได้รับผลกระทบจำกัดกว่า เนื่องจากสามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ตามโครงสร้างสัญญา
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส แนะนำลงทุนแบบ Selective Buy โดยเลือก GULF เป็นหุ้นเด่น พร้อมให้ราคาเหมาะสมที่ 78 บาท ส่วน GPSC และ BGRIM ให้ราคาเหมาะสมที่ 56 บาท และ 22 บาท ตามลำดับ โดยมองว่าทั้งสามบริษัทเหมาะสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว และสามารถใช้จังหวะราคาหุ้นอ่อนตัวจากแรงกดดันระยะสั้นเป็นโอกาสทยอยสะสม

