
ถอดรหัสลงทุนครึ่งปีหลัง KKP เตือนรับแรงกระแทก AI-ดอกเบี้ย-ส่งออกไทย
KKP ประเมินมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนครึ่งหลังของปี 69 ชี้โลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะการลงทุนรูปแบบใหม่ เปิด 4 ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เตือนรับมือแรงกระแทกจากภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการฟื้นตัวของประเทศ
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้จัดงานสัมมนาใหญ่ KKP 2026 Mid-Year Review เพื่อประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโลกได้เปลี่ยนเข้าสู่สภาวะการลงทุนรูปแบบใหม่ ทั้งจากปัญหาสงครามที่กลับมาเป็นตัวแปรสำคัญด้านราคา ภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงยากกว่าที่คาดการณ์ รวมถึงกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงร้อนแรง ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่คือปัจจัยที่ต้องจับตาต่อจากนี้ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 4 ประเด็นหลักที่จะกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลังต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ได้แก่
ประเด็นที่ 1 ความยั่งยืนของการลงทุนด้าน AI
ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า การลงทุน AI เป็นเครื่องยนต์หลักที่พยุงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้นในขณะนี้ ตราบใดที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังเดินหน้าลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และชิปประมวลผล เศรษฐกิจเอเชียในฐานะห่วงโซ่อุปทานก็จะยังได้รับอานิสงส์ต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือวงจรนี้จะยั่งยืนหรือไม่ หากตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุนและเกิดความเชื่อมั่นที่สั่นคลอน ตลาดหุ้นที่พึ่งพา AI เป็นหลักก็อาจเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก
ด้าน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษา กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร สายเชื้อ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นักวิเคราะห์เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงในการลงทุน AI เนื่องจากผลสำรวจพบว่าการใช้งานในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 4-5% และยังไม่สามารถสร้างกำไรหรือประโยชน์ต่อธุรกิจได้ชัดเจนเทียบเท่ากับอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟน ในขณะที่ต้นทุนการพัฒนายังอยู่ในระดับสูง ทั้งจากข้อจำกัดด้านชิปขั้นสูง (GPU) และการใช้พลังงานมหาศาล แม้กระแสนี้จะเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังคงต้องติดตามความสามารถในการสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจนภายใน 2-3 ปีนี้
ประเด็นที่ 2 ราคาน้ำมันและความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง
ดร.พิพัฒน์ ประเมินว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเปราะบางและไม่แน่นอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ความเสี่ยงด้านพลังงานจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญในทุกการตัดสินใจลงทุน ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ ความเสี่ยงด้านการขาดแคลน และทิศทางอัตราดอกเบี้ย หากความตึงเครียดปะทุขึ้นอีกครั้ง ผลกระทบต่อตลาดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขณะที่ ดร.ศุภวุฒิ ประเมินว่า อีกหนึ่งความเสี่ยงคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง ที่มีแนวโน้มดึงเงินลงทุนกลับประเทศเพื่อเสริมความมั่นคงภายใน และปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาใหม่ หลังจากความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก
ประเด็นที่ 3 แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอน
ดร.พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่าความหวังเรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาลงที่ตลาดเคยคาดหวังไว้เมื่อต้นปีได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากการลงทุนด้าน AI ที่ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก ผนวกกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ตลอดจนการขาดดุลการคลังแบบขยายตัว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงได้ยากกว่าที่คาด แรงกดดันทั้งหมดจึงไปตกอยู่ที่ดอกเบี้ยระยะยาว
ประเด็นที่ 4 เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอเชิงโครงสร้าง
ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า แม้ในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ความไม่แน่นอนของโลกได้ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไทยเข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วยกันชนทางเศรษฐกิจที่บางลง ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยเกินดุลในระดับสูงเริ่มลดลงจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐอเมริกาที่แคบลงยังคงสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ประกอบกับการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้นและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาครัฐมีเครื่องมือกะตุ้นเศรษฐกิจที่จำกัด แรงกระแทกจากภายนอกจึงอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้รุนแรงและทำให้ฟื้นตัวได้ช้า
ดร.ศุภวุฒิ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่กำลังจะครบกำหนดการยกเว้นภาษีชั่วคราวในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ภาคการส่งออกของไทย (คิดเป็น 40% ของการส่งออกทั้งหมด) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ลุกลามไปยังการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะขาดดุล และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เกิดขึ้นจากการร่วมกิจการระหว่างธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการโดย KKP และธุรกิจตลาดทุนที่ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ จำกัด โดยกลุ่มธุรกิจฯ มุ่งนำทรัพยากรสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุด ครอบคลุมการให้บริการทั้งสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี สินเชื่อรายย่อย ธุรกิจวานิชธนกิจ ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ตลอดจนที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลและการจัดการกองทุนอย่างครบวงจร
