
KAsset ชี้ SET ลุ้นแตะ 1,700 จุด ชูหุ้นปันผลเด่น – จัดพอร์ตหุ้นโลก 70-80%
บลจ.กสิกรไทย (KAsset) มองหุ้นไทยปีนี้ยังมีโอกาสฟื้นตัว วางแนวรับ 1,550 จุด ลุ้นทดสอบ 1,700 จุด แนะเก็บหุ้นปันผลต่อเนื่อง ชู แบงก์-พลังงาน-ICT-โรงไฟฟ้า-REITs ขณะที่แนะกระจายลงทุนหุ้นโลก 70-80% หุ้นไทย 3-5% พร้อมจับตาท่องเที่ยว FDI และราคาน้ำมันหนุนเศรษฐกิจไทย
นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ KAsset เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยว่า ทิศทางตลาดยังมีโอกาสฟื้นตัว โดยประเมินกรอบดัชนี SET มีแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,550 จุด ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าหลุดระดับดังกล่าว และมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับ 1,700 จุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมูลค่าหุ้นไทยซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีเล็กน้อย หากปรับขึ้นไปอีกประมาณ 0.5 Standard Deviation จะเริ่มเข้าสู่ระดับที่ถือว่าราคาแพง จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและสร้างกระแสเงินสดได้ โดยกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ ธนาคาร พลังงาน ICT กลุ่มบริโภคที่มีอัตราปันผลสูง กลุ่มโรงไฟฟ้า และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REITs
ทั้งนี้ ทิศทางการลงทุนสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับหุ้นปันผลมากขึ้น โดยช่วงต้นปีหุ้นเติบโต หรือ Growth Stock สามารถปรับตัวได้ดีกว่าหุ้นปันผลราว 10-15% แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนต่างดังกล่าวลดลงเหลือเพียงประมาณ 4% สะท้อนการหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
โดยนักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้นจากระดับกว่า 40,000 บาท เป็นมากกว่า 50,000 บาท ขณะที่ราคาห้องพักโรงแรมเติบโตประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจ Data Center ซึ่งอยู่ระหว่างการขอรับสิทธิประโยชน์การลงทุน
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ มองว่าช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคในระยะสั้นให้กลับมาคึกคักมากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยมองว่าราคาน้ำมันในระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังเป็นระดับที่เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือได้
ด้านการจัดสรรสินทรัพย์ แนะนำให้นักลงทุนให้น้ำหนักหุ้นโลกเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 70-80% ของพอร์ตหุ้น ขณะที่หุ้นไทยแม้ยังมีโอกาสเติบโต แต่ควรมีสัดส่วนประมาณ 3-5% ของพอร์ตโดยรวม ส่วนผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงระดับกลางถึงสูง สามารถจัดพอร์ตในสัดส่วนหุ้น 70% และตราสารหนี้ 30% ขณะที่พอร์ตมาตรฐานอาจอยู่ที่หุ้น 60% และตราสารหนี้ 40%
ด้านกลยุทธ์ตราสารหนี้ มองว่ายังมีข้อจำกัดในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งในไทยและต่างประเทศ จึงไม่ควรเน้นการลงทุนเพื่อหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคา หรือ Capital Gain แต่ควรให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับ หรือ Running Yield โดยตราสารหนี้ต่างประเทศคุณภาพดี โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ยังน่าสนใจเนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ไทย ขณะที่การลงทุนระยะสั้นเพื่อบริหารสภาพคล่อง
แนะนำตราสารหนี้อายุไม่เกิน 6 เดือน เช่น กองทุน KSF เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของ Yield Curve ส่วนทองคำยังไม่มีปัจจัยกระตุ้นใหม่ที่ชัดเจน หลังเงินเฟ้อเริ่มทรงตัวและดอกเบี้ยยังไม่เข้าสู่ขาลง จึงประเมินราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังไว้ที่ระดับ 4,500-4,600 ตามหน่วยอ้างอิงที่ใช้ในการประเมิน และยังไม่เห็นโอกาสปรับขึ้นไปถึงระดับ 6,000-7,000 ในระยะนี้ โดยแนะนำให้มีทองคำติดพอร์ตประมาณ 3-5% เพื่อช่วยสร้างสมดุลและกระจายความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือภาวะ Shock ในตลาด

