JPMAM ปรับมุมมองหุ้นไทยเป็นบวก ชู Selective หุ้นเด่น เน้นปันผล-แบงก์-ธีม AI

J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) เปิดมุมมองหุ้นไทยเริ่มสดใสขึ้น คาดกำไรบจ.ปีนี้โต 10% ขณะที่ SET ซื้อขายราว 15.6 เท่า มองมูลค่าเหมาะสม แนะลงทุนแบบ Selective Approach เน้นหุ้นพื้นฐานแกร่ง กระแสเงินสด-กำไรชัด ชูธีม Return to Shareholder โดยเฉพาะหุ้นปันผล กลุ่มธนาคาร และโอกาสเติบโตจาก AI พร้อมเปิดทางเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยในพอร์ต K-Wealth PLUS หากศักยภาพผลตอบแทนโดดเด่นกว่าตลาดต่างประเทศ


นายเอนีส ตียาสิริ Head of Southeast Asia and India Intermediaries, J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) กล่าวว่า JPMAM มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้นจากเดิม โดยเห็นว่าแนวโน้มโดยรวมปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังไม่ได้โดดเด่นมากนัก จึงไม่แนะนำให้นักลงทุนเข้าลงทุนในตลาดผ่านการซื้อหุ้นทั้งดัชนี แต่ควรใช้กลยุทธ์ Selective Approach โดยเน้นคัดเลือกหุ้นและกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน

สำหรับธีมการลงทุนที่ JPMAM ให้น้ำหนักสำคัญคือการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น (Return to Shareholder) โดยเฉพาะหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล ซึ่งเป็นธีมที่สามารถถือครองในระยะยาว และสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดสำคัญของเอเชีย ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีกระแสเงินสดและกำไรที่แข็งแกร่งและมีความชัดเจน โดยกลุ่มธนาคารยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ JPMAM สนใจ เนื่องจากมีระดับ Dividend Yield ที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันยังมองหาโอกาสในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้านมูลค่าหุ้น JPMAM ประเมินว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยในปีนี้มีโอกาสเติบโตประมาณ 10% ขณะที่ระดับราคาซื้อขายของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 15.6 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสะท้อนมูลค่าที่ค่อนข้าง Fair แล้ว ดังนั้น แม้หุ้นไทยยังมีเสน่ห์ในสายตานักลงทุนต่างชาติและมีโอกาสดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศ แต่การลงทุนจำเป็นต้องเน้นการคัดเลือกรายหุ้นมากกว่าการลงทุนในตลาดโดยรวม ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญยังมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างของตลาดทุนอาเซียน

โดยในช่วงกว่า 70 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนหุ้นอาเซียนในดัชนีตลาดหุ้นระดับโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติไม่ได้ไหลเข้าสู่ภูมิภาคในระดับสูงเหมือนในอดีต

สำหรับการบริหารพอร์ตการลงทุนร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ KAsset นั้น JPMAM ใช้แนวทางบริหารแบบยืดหยุ่นและไม่ได้กำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยแบบตายตัว โดยเฉพาะในพอร์ตที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก เช่น K-Wealth PLUS แต่จะปรับน้ำหนักตามโอกาสการลงทุน หากตลาดหุ้นไทยมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดต่างประเทศ ก็พร้อมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในไทย

ขณะเดียวกัน JPMAM จะอาศัยความเชี่ยวชาญของ KAsset ในการบริหารหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทยเป็นหลัก พร้อมทำหน้าที่ในฐานะผู้ตรวจสอบและตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ เพื่อร่วมกันประเมินจังหวะและโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ลงทุน

Back to top button