
“เมย์แบงก์” อัปเกรด DELTA เป็น “ซื้อ” ชี้กำไรครึ่งปีหลังฟื้นแรง รับธีม AI หนุนโตระยะยาว
DELTA รับแรงเชียร์! บล.เมย์แบงก์อัปเกรดเป็น "ซื้อ" มองราคาหุ้นลงลึกเปิดจังหวะสะสม คาดกำไรครึ่งหลังปี 2569 พลิกฟื้นเด่น รับอานิสงส์ AI หนุนต่อเนื่องถึงปี 2570
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” แม้ว่าจะปรับลดราคาเป้าหมายที่ประเมินด้วยวิธี DDM ลงเหลือ 313 บาท จากเดิม 336 บาท เนื่องจากคาดว่ากำไรปกติในปี 2569 และ 2570 จะเติบโต 42% และ 47% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน ตามลำดับ
แม้หุ้น DELTA ยังคงซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 2570 ราว 72 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีประมาณ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (1SD) แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุด ทำให้เป็นจังหวะการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น เพื่อรองรับการฟื้นตัวของกำไรปกติในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และปี 2570 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM)
นอกจากนี้ บริษัทยังคงเชื่อมั่นว่าธีมการเติบโตจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังแข็งแกร่ง โดยคาดว่ากำไรปกติจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Core Profit CAGR) ที่ 41% ในช่วงปี 2568-2571 เทียบกับ 17% ในช่วงปี 2565-2568 ขณะที่การเติบโตของรายได้จากลูกค้าองค์กรของ Microsoft และ Amazon สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐาน Data Center สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน
สำหรับประมาณการผลประกอบการ บริษัทได้ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2569 ลง 12.5% เหลือ 3.3 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 42% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน เพื่อสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่อ่อนแอกว่าคาดจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว และคาดว่ากำไรปกติในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งสู่ระดับ 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และ 27% จากครึ่งปีแรก จากการฟื้นตัวของ GPM และการเติบโตของยอดขาย
ทั้งนี้ บริษัทได้เพิ่มซัพพลายเออร์รายใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และคาดว่าการตั้งด้อยค่าสินค้าคงคลังประมาณ 800 ล้านบาทที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2/2569 จะสามารถกลับรายการได้ในช่วงปี 2569 อีกทั้ง DELTA จะเริ่มเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ที่โรงงานแห่งใหม่ในบางปู ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับปี 2570 คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 47% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากกำลังการผลิตใหม่ของโรงงานบางปู การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง โดยเฉพาะระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) และผลิตภัณฑ์ระบบจ่ายไฟสำหรับ AI Server นอกจากนี้ คาดว่า GPM จะกลับมาขยายตัวตั้งแต่ไตรมาส 1/2570 เป็นต้นไป เนื่องจากบริษัทสามารถทยอยผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้า ผ่านการเจรจาปรับราคาประจำปี อีกทั้งยังมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการปี 2570 จากสถาปัตยกรรม 400V/800V HVDC รุ่นใหม่ของ Delta และผลิตภัณฑ์ ASIC Cloud
ในด้านการลงทุน บริษัทมองว่าสัดส่วนงบลงทุน (Capex) ที่ลดลงเหลือ 23% ของรายได้ในปี 2569 จากระดับ 30% และ 33% ในปี 2567 และ 2568 ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากงบลงทุนส่วนหนึ่งของ Delta จะถูกจัดสรรไปใช้ในธุรกิจใหม่ ได้แก่ SOFC และ Microgrid ขณะเดียวกัน Delta ยังคงวางให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตหลักสำหรับระบบจ่ายไฟและระบบจัดการความร้อนในกลุ่ม AI และ Data Center ส่งผลให้สัดส่วนคำสั่งซื้อจาก Delta เพิ่มขึ้นเป็น 36% และ 29% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากระดับ 26% และ 21% ในปี 2565 ประกอบกับโรงงานแห่งใหม่และการทยอยย้ายโครงการที่มีอัตรากำไรสูงจาก Delta จึงคาดว่ากำไรหลักของ DELTA จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 41% ในช่วงปี 2568-2571 เทียบกับ 17% ในช่วงปี 2565-2568

