
พรีวิว 3 หุ้น “ไฟแนนซ์” กำไรเด่น! รับพอร์ตสินเชื่อโต-รายได้ดอกเบี้ยพุ่ง
โบรกมองบวกกำไรไตรมาส 2/69 ของ 3 หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ นำโดย MTC คาดกำไร 1,880 ล้านบาท เติบโต 14% จากปีก่อน ขณะที่ TIDLOR และ SAWAD ที่คาดการณ์กำไรระดับ 1,400 ล้านบาท รับแรงหนุนจากพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่ขยายตัว ขณะที่สัดส่วน NPL ยังคุมได้ดีในกรอบ 2.58-4.05%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำเปิดเผยบทวิเคราะห์ทิศทางผลการดำเนินงานของ 3 บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงิน (ไฟแนนซ์) ประกอบด้วย บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR และ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC
โดย บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS คาดผลประกอบการของ SAWAD ไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.43 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 12.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ
ขณะที่ผู้บริหาร SAWAD ยังคงมั่นใจว่าการปล่อยสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยคงประมาณการการเติบโตสินเชื่อทั้งปีที่ 12.2% จากปีก่อน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ บริษัทมีการติดตามลูกหนี้อย่างใกล้ชิดและรักษามาตรฐานการปล่อยสินเชื่ออย่างเข้มงวด คาดว่าสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จะทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 3.97% โดยฝ่ายวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 35 บาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด หรือ TNITY ระบุว่า SAWAD จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 1,401 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.42% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รวมผลงานครึ่งปีแรกคิดเป็น 49.0% ของประมาณการทั้งปี ด้านพอร์ตสินเชื่อคาดว่าจะอยู่ที่ 9.40 หมื่นล้านบาท เติบโต 3.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.25% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับสัดส่วน NPL คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 4.05% เนื่องจากบริษัทเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ส่วน Coverage Ratio คาดว่าจะอยู่ที่ 43.45% ทั้งนี้ ประเมินว่ากำไรปี 2569 จะเติบโตได้ราว 11.56% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 35 บาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือ YUANTA ระบุว่า คาดการณ์ผลประกอบการของ TIDLOR ไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,455 ล้านบาท เติบโต 12.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 9.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยกดดันหลักมาจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้นและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยยังคงเติบโตสอดคล้องกับการขยายตัวของสินเชื่อใหม่
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดการณ์ว่าผลประกอบการจะยังคงเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ฝ่ายวิจัยจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายใหม่ 23 บาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI คาดการณ์กำไรสุทธิของ TIDLOR ในไตรมาส 2/2569 ที่ระดับ 1,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรในงวดครึ่งแรกของปี 2569 จะเติบโต 20% และคิดเป็นสัดส่วน 54% ของประมาณการกำไรทั้งปี
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรเพื่อสะท้อนการปรับลดสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญลงมาอยู่ที่ 2.5% จากเดิม 2.75% พร้อมปรับเพิ่มอัตราส่วนราคาต่อกำไรเป็น 9.5 เท่า จากเดิม 8.5 เท่า ส่งผลให้ราคาเป้าหมายในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 19.20 บาท จากเดิม 16.40 บาท และได้ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ขาย” เป็น “ถือ”
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด หรือ TNITY คาดการณ์ผลประกอบการของ MTC ไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 1,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อกลุ่มจำนำทะเบียนรถ ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับปีนี้คาดกำไรสุทธิของ MTC จะเติบโต 12.73% จากปีก่อน ขณะที่ NPL คาดขยับขึ้นเพียง 0.01% เป็น 2.58% ซึ่งยังอยู่ในเป้าหมายที่บริษัทต้องการควบคุมไม่ให้เกิน 3.2% ส่วนอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ จะแข็งแกร่งขึ้นแตะระดับ 145% จึงแนะนำ “ซื้อ” ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 43 บาท
ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ของ MTC จะอยู่ที่ 1,890 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รับแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่แข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของสินเชื่อ และคาดว่าส่วนต่างอัตราผลตอบแทนสินเชื่อจะขยายตัว 0.08% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
พร้อมกันนี้ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยปรับกำไรปี 2569 ขึ้น 0.5% แต่ปรับลดกำไรปี 2570 และ 2571 ลง 4.0% และ 8.2% ตามลำดับ สะท้อนสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อและ Loan spread ที่ลดลง รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่อาจสูงขึ้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับลดราคาเป้าหมายลงเป็น 40 บาท จากเดิม 46 บาท

