
CIMBT ชี้ Sustainable Finance เข้าสู่ยุคจัดสรรเงินทุน จับตา 3 เมกะเทรนด์ใหม่
CIMBT มอง Sustainable Finance เปลี่ยนผ่านจากการเน้น “ติดป้าย” สินทรัพย์สีเขียว สู่การพิจารณาความพร้อมและความคุ้มค่าของโครงการเพื่อจัดสรรเงินทุน ชี้ 3 เมกะเทรนด์สำคัญทั้ง Transition Finance, AI & Data Center และ Climate Adaptation จะเป็นปัจจัยกำหนด Bankability ของธุรกิจ พร้อมจับตา 5 แนวโน้มสำคัญช่วงปี 69–71
นายเจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า Sustainable Finance กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการจัดประเภทหรือกำหนดฉลากสินทรัพย์สีเขียวและยั่งยืน ไปสู่ยุคของการจัดสรรเงินทุน โดยสถาบันการเงินจะพิจารณามากขึ้นถึงความเป็นไปได้ของโครงการ เส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความสามารถของสินทรัพย์ในการดำเนินงานและสร้างรายได้ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีบทบาทต่อการประเมิน Bankability ของธุรกิจและโครงการมากขึ้น
สำหรับ 3 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) โดยเฉพาะ Transition Finance แม้การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ Transition Bond และ Thailand Amber Bond ของ ก.ล.ต. จะเป็นก้าวสำคัญ แต่คอขวดใหม่มีแนวโน้มอยู่ที่ “ความพร้อมขององค์กร” เนื่องจากตราสารหนี้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่แผนการเปลี่ยนผ่าน ธุรกิจจึงต้องกำหนดสินทรัพย์ที่จะปรับเปลี่ยน เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก เงินลงทุน ลำดับโครงการ และผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าการลงทุนในไทยกำลังเปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” โดยยอดขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มดิจิทัลอยู่ที่ 1.12 ล้านล้านบาท ขณะที่เกณฑ์คัดกรอง Data Center ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ส่งผลให้ความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ โครงข่ายไฟฟ้า และการรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเป็นไปได้และ Bankability ของโครงการ ขณะเดียวกัน Climate Adaptation จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น หลังข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่า จากความต้องการเงินลงทุนด้านภูมิอากาศของไทย 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินลงทุนด้านการปรับตัวสูงถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่างบด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ในปี 2568 ซีไอเอ็มบี ไทย มีมูลค่าการเงินเพื่อความยั่งยืนที่ได้รับอนุมัติภายใต้กรอบ GSSIPS ราว 22,980 ล้านบาท ครอบคลุมลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ วาณิชธนกิจ สถาบันการเงิน และบุคคลธรรมดา ขณะที่ Sustainability360 Advisory Program สนับสนุนการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับตลาดรวมกว่า 7,000 ล้านบาท พร้อมพัฒนา “Climate Transition Canvas” เครื่องมือช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก มาตรการลดคาร์บอน ความต้องการเงินลงทุน แหล่งเงินทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการกำกับดูแล ให้สามารถนำไปสู่การจัดหาเงินทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายเจสัน กล่าวว่า ในช่วงปี 2569–2571 ภาคธุรกิจไทยต้องจับตา 5 แนวโน้ม ได้แก่ ความพร้อมของโครงการที่จะเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเข้าถึง Transition Finance การแข่งขันด้านพลังงานที่จะมีผลต่อการเลือกที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI ปัจจัยด้านน้ำ โครงข่ายไฟฟ้า และความทนทานต่อสภาพอากาศที่จะมีน้ำหนักต่อ Bankability ของ Data Center การเพิ่มงบลงทุนเพื่อรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และบทบาทของฝ่ายความยั่งยืนในภาคการเงินที่จะเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุนมากขึ้น โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งการลดคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศเข้ากับแผนการเงินและการลงทุน เพื่อสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

