
“ปิติ” ฟันธงเศรษฐกิจไทยถึงทางแยก! ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “Reinvent Thailand”
"ปิติ ตัณฑเกษม" ซีอีโอ แบงก์ทหารไทยธนชาต (TTB) ชี้ การแก้เศรษฐกิจไทยไม่ควรฝากความหวังไว้กับแบงก์พาณิชย์หรือ ธปท. เพียงอย่างเดียว เหตุธุรกิจจำนวนมากไม่ได้มีปัญหาแค่ต้นทุนการเงิน แต่เผชิญตลาดหดตัวและการแข่งขันจากต่างประเทศ อย่างจีนรุกหนัก ชี้ แม้ดอกเบี้ย 0% บางธุรกิจก็อยู่ไม่รอด ย้ำโจทย์ไทยต้อง “ReinventมThailand" ก่อนเศรษฐกิจแย่กว่านี้
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ภาคการเงินไทยยังต้องให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์และหนี้ครัวเรือน โดย TTB พยายามรักษา “บ้านให้สะอาด” ผ่านการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ทั้งการขายหนี้และการตัดหนี้สูญอย่างต่อเนื่อง แม้ตัวเลข NPL จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว แต่ธนาคารยังมีค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยง (Risk Cost) อยู่ในระดับสูง
“เรื่องจัดการหนี้เสีย เปรียบเสมือนต้องคอยฉีดน้ำล้างขยะออกจากบ้านอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันธนาคารจำเป็นต้องระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) รวมถึงกลุ่มรายย่อยที่กู้เกินกำลังเพื่อเก็งกำไร โดยการชะลอหรือหยุดปล่อยสินเชื่อในบางจุดถือเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ” นายปิติ กล่าว
อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล โดยสนับสนุนแนวคิด Consent Data Exchange เพื่อสร้างธรรมาภิบาลด้านข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงสินเชื่อ เนื่องจากข้อมูลที่มีคุณภาพจะช่วยให้ธนาคารมองเห็น “คนดีที่ไม่มีโอกาส” หรือผู้ที่มีศักยภาพแต่ยังเข้าไม่ถึงระบบสินเชื่อ และสามารถดึงเข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยคัดกรองมิจฉาชีพหรือผู้ที่มีพฤติกรรมทุจริตทางการเงินออกจากระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างระบบการเงินที่มีคุณภาพและลดความเสี่ยงในระยะยาว
นายปิติ กล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย มองว่าอยู่ในภาวะ K-Shape โดยการเติบโตแยกออกเป็น 2 ขาที่มีทิศทางแตกต่างกันอย่างชัดเจน ขาขึ้นเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังสามารถเติบโตได้ แต่มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศที่ไม่กว้างและไม่ลึก เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้า แม้จะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคที่สามารถซื้อรถยนต์ในราคาถูกลง แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้างเท่าที่ควร เพราะไม่ได้ใช้แรงงานไทยหรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากนัก
ขณะที่ขาลงเป็นกลุ่มที่มีฐานเศรษฐกิจกว้างและได้รับผลกระทบในระดับลึก โดยเฉพาะ SME และแรงงานไทยที่เผชิญการลดการจ้างงาน การลดชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (OT) และคำสั่งซื้อที่ชะลอตัวลงในห่วงโซ่อุปทานเดิม ทั้งนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้อง “Reinvent Thailand” ด้วยการกำหนดอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็น “หัวรถจักรเศรษฐกิจ” ที่สามารถลากจูง SME และแรงงานไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน โดยอุตสาหกรรมที่ควรส่งเสริม เช่น การแพทย์ ซึ่งควรต่อยอดไปสู่การผลิตยาและเครื่องมือแพทย์ในประเทศ อุตสาหกรรมอาหารที่ต้องเพิ่มมูลค่าแทนการส่งออกเพียงวัตถุดิบต้นน้ำ รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ต้องปรับตัวเข้าสู่พลังงานสะอาด ตลอดจนการใช้ไบโอดีเซลที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงการช่วยเหลือภาคเกษตร
ทั้งนี้ หัวรถจักรเศรษฐกิจดังกล่าวต้องสร้าง Supply Chain ภายในประเทศ ใช้แรงงานไทยและวัตถุดิบในประเทศให้มากที่สุด เพื่อให้เกิด Inclusive Growth หากไม่สามารถสร้างการเติบโตที่กระจายไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ได้ ทั้งประเทศและภาคธนาคารจะต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่สามารถฝากความหวังไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารแห่งประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องแก้ไขที่ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) เพราะหลายธุรกิจแม้ได้รับต้นทุนทางการเงินในระดับต่ำ หรือแม้กระทั่งดอกเบี้ย 0% ก็อาจไม่สามารถอยู่รอดได้ หากยังขาดทุนตั้งแต่ต้นทางจากการไม่มีตลาดหรือถูกคู่แข่งจากต่างประเทศ
เช่น จีน เข้ามาแข่งขัน ขณะที่บทบาทของภาคการเงินคือการสนับสนุนให้แผนของภาคการผลิตจริงสามารถเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หาก Real Sector ยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะ SME ก็จะยังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก
นายปิติ กล่าวอีกว่า การประเมินเศรษฐกิจไทยไม่ควรพิจารณาเพียง GDP Growth แต่ต้องให้ความสำคัญกับ GDP Distribution หรือการกระจายตัวของการเติบโตด้วย เนื่องจาก GDP ที่ขยายตัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ หากการเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นจากฐานที่แคบ ดังนั้น การเติบโตอย่างยั่งยืนควรพิจารณาทั้งการขยายตัวของ GDP และการกระจายผลประโยชน์ไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่กัน เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ครอบคลุมคนไทยในวงกว้าง โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงการปฏิรูปครั้งใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความยั่งยืนและสามารถสร้างประโยชน์ให้กับคนไทยส่วนใหญ่ได้

