
CKP ลุ้นกำไรครึ่งปีหลังฟื้น รับ “ไซยะบุรี” เดินเครื่องใกล้เต็มกำลัง โบรกชูเป้า 3 บาท
บล.กสิกรไทยคาด XPCL เป็นแรงขับเคลื่อนกำไร CKP ครึ่งหลังปี 69 หลังปริมาณน้ำไหลเข้าดี ไม่มีแผนหยุดเดินเครื่อง และต้นทุนการเงินลดลง ช่วยชดเชยผลงาน NN2 ที่ยังอ่อนแอ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ (8 ก.ย.69) ว่า บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP มีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี หรือ XPCL ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ในระดับสูง ไม่มีแผนหยุดเดินเครื่อง และต้นทุนทางการเงินลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 หรือ NN2 ยังมีแนวโน้มอ่อนแอตามปริมาณน้ำไหลเข้า
ทั้งนี้ CKP รายงานกำไรปกติไตรมาส 2/2569 จำนวน 210 ล้านบาท ลดลง 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อน โดยต่ำกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัย 17% เนื่องจากรายได้รวมต่ำกว่าคาดและต้นทุนทางการเงินสูงกว่าประมาณการ
กำไรที่ลดลงจากปีก่อนมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ NN2 ขนาดกำลังการผลิต 615 เมกะวัตต์ ซึ่ง CKP ถือหุ้น 46% รวมถึงโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น หรือ BIC ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก ขนาดกำลังการผลิต 238 เมกะวัตต์ และ CKP ถือหุ้น 65%
ส่วนกำไรที่ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า SPP เพิ่มขึ้น หลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุงในไตรมาส 1/2569 ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจาก XPCL ปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณน้ำไหลเข้าที่เพิ่มขึ้น
ภายหลังเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ของ CKP ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นกลางต่อข้อมูลที่ได้รับ โดยผู้บริหารคาดว่า XPCL จะยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนกำไรช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ขณะที่ NN2 มีแนวโน้มทยอยกลับสู่ภาวะปกติจากฐานที่สูงเป็นพิเศษในปีก่อน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปรากฏการณ์ลานีญา
สำหรับ NN2 ผู้บริหารระบุว่า ปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 485 กิกะวัตต์ชั่วโมง ลดลง 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น หากปริมาณฝนในช่วงหลายเดือนข้างหน้าดีขึ้น
ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของ NN2 ณ เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 368 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ใกล้เคียงระดับปกติ โดย บล.กสิกรไทยคาดว่าผลการดำเนินงานของ NN2 จะยังอ่อนแอในช่วงครึ่งหลังของปี และทิศทางการดำเนินงานยังขึ้นอยู่กับปริมาณฝนเป็นสำคัญ
ด้าน XPCL คาดว่าจะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากไม่มีแผนหยุดเดินเครื่องในปีนี้ ประกอบกับต้นทุนทางการเงินลดลง ขณะที่ปริมาณน้ำไหลผ่านในช่วงครึ่งปีแรกอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย และโรงไฟฟ้าเดินเครื่องใกล้เต็มกำลัง จึงมีแนวโน้มสร้างส่วนแบ่งกำไรในระดับแข็งแกร่งตลอดช่วงที่เหลือของปี
ส่วนโรงไฟฟ้า BIC เริ่มกลับมาผลิตไฟฟ้าในระดับปกติตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังหยุดเดินเครื่องในไตรมาส 1/2569 ขณะที่ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่า Ft ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0.10 บาทต่อหน่วยในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน เป็น 0.16 บาทต่อหน่วยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม คาดว่าจะช่วยชดเชยต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยราคาก๊าซเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 398 บาทต่อล้านบีทียู
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง หรือ LPCL การก่อสร้างมีความคืบหน้า 77% ณ เดือนมิถุนายน 2569 และยังคงกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นปี 2573 ตามแผนเดิม
ปัจจุบัน CKP ใส่เงินลงทุนในโครงการ LPCL แล้ว 13,344 ล้านบาท จากภาระเงินลงทุนในส่วนทุนทั้งหมด 20,934 ล้านบาท ส่งผลให้เหลือเงินลงทุนอีก 7,590 ล้านบาท สำหรับช่วงปี 2569-2572
บล.กสิกรไทยระบุว่า แม้ปรับลดประมาณการกำไรของ CKP แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 3.00 บาท อิงวิธีประเมินมูลค่าแบบรวมส่วนธุรกิจ หรือ SOTP ภายใต้ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ 6.7% เนื่องจากสมมติฐานผลการดำเนินงานของ NN2 ที่ลดลง ได้รับการชดเชยส่วนใหญ่จากส่วนแบ่งกำไรของ XPCL ที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ส่วนความเสี่ยงสำคัญคือการเกิดปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่รุนแรงหรือยาวนานกว่าคาด ซึ่งอาจกดดันปริมาณน้ำไหลเข้าโรงไฟฟ้า NN2 และ XPCL

