
ปตท. ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สร้างรากฐานเสริมความมั่นคง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ตลอดเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ และพร้อมต่อยอดสู่อนาคต
ตลอดเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ และพร้อมต่อยอดสู่อนาคตภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือ Together for Sustainable Thailand, Sustainable World
นับตั้งแต่ “การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย” ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2521 ท่ามกลางวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่ในตลาดโลก องค์กรได้ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาได้แปลงสภาพเป็น “บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2544 โดยยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน จากภารกิจด้านพลังงานในวันแรก ปตท. เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจ และสังคม สู่การเป็น “บริษัทพลังงานแห่งชาติ” ที่ดำเนินธุรกิจในระดับสากล ด้วยแรงสนับสนุนจากคนไทยทุกภาคส่วน ตลอดจนความทุ่มเทของผู้บริหารและพนักงานจากรุ่นสู่รุ่น
- ผู้วางรากฐานพลังงานไทย
การค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์พลังงานไทย และเป็นรากฐานที่ทำให้ประเทศก้าวสู่ความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ปตท. มีบทบาทสำคัญในการสำรวจ จัดหา และพัฒนาระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อนำก๊าซจากอ่าวไทยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงแหล่งผลิตในทะเลสู่ชายฝั่ง ไปจนถึงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งแรกของประเทศ เพื่อแยกองค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติและนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติได้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ทรัพยากรของประเทศ การพัฒนาดังกล่าวไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ยังผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนบทบาทของ ปตท. ในการวางรากฐานการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของไทยให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาประเทศตั้งแต่ยุค “โชติช่วงชัชวาล” จนถึงปัจจุบัน
- พลังงานและบริการครบวงจร ตอบโจทย์การเดินทางและไลฟ์สไตล์
ตลอด 48 ปีที่ผ่านมา ปตท. เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในทุกช่วงเวลา จากผู้ผลิต จัดหา และส่งมอบพลังงาน สู่ผู้สร้างประสบการณ์การเดินทางที่ครอบคลุมเส้นทางหลักของประเทศ และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลายอย่างทั่วถึง
ด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล กลุ่ม ปตท. โดยบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้พัฒนาเครือข่ายสถานีบริการ PTT Station แบบครบวงจรให้ครอบคลุมทั่วประเทศจำนวน 2,416 แห่ง (ข้อมูล ณ ไตรมาส 2/2569) เพื่อรองรับการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนไทยในทุกภูมิภาค พร้อมขยายธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอื่น ๆ ไปยังกัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงคโปร์ เมียนมา มาเลเซีย ญี่ปุ่น โอมาน และซาอุดีอาระเบีย ควบคู่กับการพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล
โดยคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ OR ยังต่อยอดจากบทบาทผู้ให้บริการด้านพลังงานสู่การเป็นพันธมิตรด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ (Mobility & Lifestyle Partner) ที่คนไทยไว้วางใจ ด้วยการสร้างระบบนิเวศที่รองรับทั้งการเดินทางและการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Café Amazon ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์บริการยานยนต์ เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ บริการที่ใส่ใจ และประสบการณ์ที่ดีในทุกการเดินทาง
- กลยุทธ์ C3 บูรณาการความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ปตท. มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานด้วยการสร้างสมดุลใน 3 มิติสำคัญตามกรอบ Energy Trilemma ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างคุณค่าและการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่ทุกภาคส่วน (Sustainability) และการจัดหาพลังงานที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม พร้อมเสริมความสามารถในการแข่งขัน (Affordability and Competitiveness) ทั้งสามมิตินี้เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ภายใต้กลยุทธ์ C3 ปตท. บูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่ทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ โดยแนวทางแรกคือ C1: Climate-Resilience Business ซึ่งมุ่งพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนธุรกิจ Lifestyle & Sustainable Ecosystem และธุรกิจอื่น ๆ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
แนวทางที่สองคือ C2: Carbon Conscious Asset ซึ่งมุ่งปรับปรุงและควบคุมกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงานและการเผาก๊าซทิ้ง ใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ควบคู่กับการศึกษาพลังงานทางเลือก ตลอดจนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางที่สามคือ C3: Coalition, Co-Creation, and Collective Efforts for All ซึ่งมุ่งผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนใหม่ในระยะยาว
ปตท. ไม่เพียงมุ่งสู่การเป็นผู้ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลวในระดับโลก (Global LNG Player) เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) รวมถึงการศึกษาและพัฒนาการใช้ไฮโดรเจน (Hydrogen) ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดในระยะยาว
นอกจากนี้ ปตท. ยังเพิ่มการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ผ่านการปลูกและบำรุงรักษาป่า เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs) ลง 15% ภายในปี 2578 (ค.ศ. 2035) และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย





