
GULF ลุยก๊าซ-พลังงานสะอาด รับดีมานด์ Data Center หนุนเป้ากำลังผลิต 25,000 MW
“สารัชถ์ รัตนาวะดี” ชี้ไทยอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน หนุน Green Energy ควบคู่ก๊าซธรรมชาติ รับดีมานด์ไฟจาก Data Center พร้อมเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเป้ากำลังผลิต 25,000 เมกะวัตต์
นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยถึงทิศทางพลังงานของประเทศไทยในงาน “Gastech 2026” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จากเดิมที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลในสัดส่วนสูง ไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ก๊าซธรรมชาติยังคงมีความจำเป็น โดยเฉพาะในภาคการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของระบบ ท่ามกลางการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียว ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ รวมถึงเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาและพัฒนาอย่างเหมาะสม
การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดถือเป็นทิศทางที่ดี เพราะช่วยให้ประเทศไทยใช้ทรัพยากรภายในประเทศมากขึ้นและลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน แต่พลังงานหมุนเวียนยังมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้า โดยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมขึ้นอยู่กับสภาพธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างพลังงานสะอาดกับแหล่งพลังงานที่สามารถรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้
สำหรับพลังงานลม ยังมีข้อจำกัดจากพื้นที่ที่มีศักยภาพบางแห่งอาจอยู่ในเขตป่าสงวนหรืออุทยาน ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์สามารถเพิ่มได้ แต่หากมีสัดส่วนสูงมากขึ้นจะต้องพิจารณาความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของโครงข่ายและต้นทุนโดยรวม ซึ่งท้ายที่สุดการไฟฟ้าและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะต้องพิจารณาหาจุดสมดุลที่เหมาะสม
นายสารัชถ์กล่าวถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ว่า ถือเป็นพัฒนาการที่ดีหลังจากรอมาระยะหนึ่ง โดย PDP เป็นกรอบสำคัญในการประเมินว่าประเทศจะต้องเตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าในอนาคตอย่างไร เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟและรักษาระดับราคาค่าไฟให้อยู่ในระดับเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม PDP เป็นแผนที่สามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ หากความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้นก็สามารถเพิ่มกำลังผลิต ขณะที่หากความต้องการลดลงก็สามารถปรับแผนลงได้ โดยสิ่งที่เห็นชัดจาก PDP ฉบับใหม่คือการให้น้ำหนักกับเป้าหมาย Net Zero และการลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รูปแบบตลาดไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ผู้ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายไฟให้ภาครัฐเป็นหลัก ไปสู่การเปิดเสรีมากขึ้น โดยเฉพาะการจำหน่ายพลังงานหมุนเวียนให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่
สำหรับแนวทาง Direct PPA นายสารัชถ์มองว่า เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเสรีกิจการไฟฟ้า เช่นเดียวกับการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติที่ปัจจุบันมีผู้เล่นมากกว่า ปตท. จึงเห็นว่าการเปิดเสรีไฟฟ้าผ่าน Direct PPA เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น
แม้แนวคิดดังกล่าวจะมีมาหลายปี แต่ในอดีตอาจยังมาก่อนความพร้อมของระบบ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งความต้องการใช้ไฟ โครงสร้างระบบไฟฟ้า และการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่มีความเหมาะสมมากขึ้น
“มันเคยจะเกิดมานานแล้ว แต่มันไม่เกิดเพราะมาก่อนเวลา ตอนนี้กำลังมาพอดี ก็น่าจะเกิดได้สักทีหนึ่งแล้ว” นายสารัชถ์กล่าว
สำหรับตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG นายสารัชถ์กล่าวว่า จากการเข้าร่วม Gastech ทำให้บริษัทมีโอกาสพบผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมก๊าซจากหลายประเทศ ทั้งผู้ค้า ผู้ประกอบการด้าน LNG และผู้ให้บริการเรือขนส่ง ซึ่งสะท้อนว่าตลาด LNG โลกยังมี Supply ขนาดใหญ่และมีโอกาสพัฒนาต่อเนื่อง
ปัจจุบัน LNG มาจากหลายแหล่งมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงจากการขาดแคลน Supply ลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต รวมถึงโครงสร้างราคาที่มีความหลากหลาย ทั้งส่วนที่อ้างอิงราคาน้ำมัน และราคาที่เชื่อมโยงกับตลาด LNG จากสหรัฐและแหล่งอื่น ๆ
สำหรับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นายสารัชถ์ประเมินว่า ผลกระทบต่อตลาด LNG รอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งในขณะนั้นปริมาณก๊าซจากรัสเซียหายออกจากตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้หลายประเทศต้องแข่งขันกันจัดหา LNG
ส่วนกรณีราคา LNG ปรับตัวขึ้นมาอยู่บริเวณ 28 ดอลลาร์ มองว่าเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและข่าวการหยุดผลิตน้ำมัน ทำให้ LNG บางส่วนที่มีราคาเชื่อมโยงกับน้ำมันได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่เชื่อว่าเป็นผลกระทบระยะสั้นและมีโอกาสกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ GULF กระจายแหล่งจัดหา LNG อย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมาใช้ LNG มากกว่า 50 ลำ ขณะที่ปีนี้เพิ่มเป็นมากกว่า 70 ลำ หรือคิดเป็นปริมาณประมาณ 3 ล้านตัน จากหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐอเมริกา แอฟริกา จีน เอเชีย และยุโรป ขณะที่แทบไม่มีการจัดหาจากตะวันออกกลาง จึงทำให้ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวต่อบริษัทอยู่ในวงจำกัด
นายสารัชถ์ยังมองว่า โครงสร้างพื้นฐาน LNG ของประเทศไทยมีศักยภาพต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลาง หรือ LNG Hub ของภูมิภาคได้ เนื่องจากไทยมี LNG Terminal และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ซึ่งในอนาคตสามารถพัฒนาเพื่อส่งออกหรือ Re-export ไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้
สำหรับคลัง LNG ที่ GULF ร่วมลงทุนกับ ปตท. แม้ปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในขั้นของการ Re-export แต่การออกแบบได้พิจารณาถึงความสามารถในการรองรับการส่งออกในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ LNG และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
หากประเทศไทยสามารถพัฒนาสู่การเป็น Hub ขนาดใหญ่ ในอนาคตอาจมีบทบาทเป็นแหล่งจัดเก็บและกระจาย LNG เพื่อรองรับความต้องการของอาเซียน คล้ายกับสิงคโปร์ที่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางด้านน้ำมันของภูมิภาค
นายสารัชถ์กล่าวว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการลงทุนของกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากวางแผนกำลังผลิตไม่เพียงพออาจกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในอนาคต
ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีนิยามเฉพาะของ Data Center ทำให้การพัฒนาโครงการกระจายตัว และใช้ไฟฟ้าภายใต้โครงสร้างอัตราค่าไฟในลักษณะเดียวกับผู้ใช้ทั่วไปหรือภาคอุตสาหกรรม ทั้งที่ Data Center มีการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง จึงถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ประเภทหนึ่ง
ดังนั้น การที่ภาครัฐจะพิจารณาอัตราค่าไฟที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ถือเป็นสิ่งที่สมควร แต่จำเป็นต้องพิจารณาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านควบคู่กัน เนื่องจาก Data Center สามารถเลือกฐานการลงทุนในภูมิภาคได้ หากประเทศไทยมีต้นทุนไฟฟ้าสูงเกินไป ผู้ประกอบการอาจเลือกไปลงทุนในประเทศอื่น
ขณะเดียวกัน Data Center มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ Digital Economy และ AI หากค่าไฟสูงมากจะทำให้ต้นทุน AI และ Computing เพิ่มขึ้น ก่อนถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในท้ายที่สุด
สำหรับตัวเลขค่าไฟ Data Center ที่มีการประเมินกันในระดับประมาณ 5-6 บาทต่อหน่วย นายสารัชถ์ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ จึงต้องรอรายละเอียดและหลักเกณฑ์จากภาครัฐก่อนประเมินผลกระทบ
ด้านธุรกิจ Data Center ของ GULF บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุน แต่จะเลือกพัฒนาโครงการอย่างรอบคอบ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของ Data Center นอกจากจะผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังทำให้ปริมาณการรับส่งข้อมูล หรือ Data Flow เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทจึงอยู่ระหว่างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Submarine Cable หรือสายเคเบิลใต้น้ำ เพื่อเชื่อมโยงการรับส่งข้อมูลระหว่างเวียดนาม ไทย และสิงคโปร์ โดยความร่วมมือกับ Singtel ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อประเทศ เนื่องจาก Data Center ต้องอาศัยทั้งระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและการเชื่อมต่อข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อ Data Center เพิ่มจำนวนขึ้น ปริมาณ Data Flow จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ความเร็วในการรับส่งข้อมูลและค่า Latency จะมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับ AI และ Computing ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนธุรกิจดิจิทัล
หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงข่ายสายเคเบิลระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น จะช่วยลดต้นทุนการประมวลผลข้อมูลและ AI พร้อมเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้าน Digital Economy โดยโครงข่ายดังกล่าวไม่ได้จำกัดการใช้งานเฉพาะภายในกลุ่ม แต่สามารถเปิดให้ Third Party เข้ามาใช้บริการได้
ปัจจุบันประเทศไทยยังมีสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อระหว่างประเทศไม่มากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ขณะที่การพัฒนาโครงการยังมีข้อจำกัดจากจำนวนเรือวางสายเคเบิลทั่วโลกที่อยู่ในภาวะตึงตัว อย่างไรก็ตาม พันธมิตรจากสิงคโปร์มีบริษัทที่มีเรือสำหรับวางสายเคเบิล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงการได้
สำหรับงบลงทุนในธุรกิจดังกล่าวอยู่ในระดับหลักหมื่นล้านบาท แต่ขนาดยังไม่เท่ากับธุรกิจไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ GULF
นายสารัชถ์กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเลือก Data Center ที่จะเข้ามาใช้ทรัพยากรไฟฟ้าของประเทศ โดยการลงทุนควรสร้างมูลค่าต่อเนื่องให้กับ Digital Economy ของไทย ไม่ใช่เพียงเข้ามาใช้ทรัพยากรหรือจัดเก็บข้อมูล ก่อนถอนการลงทุนออกไปโดยไม่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว
สำหรับทิศทางการลงทุนภายใต้ PDP ฉบับใหม่ GULF ยังคงให้ความสนใจทั้ง Conventional Energy และ Green Energy โดยมีความพร้อมลงทุนหลายรูปแบบ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบแบตเตอรี่ และก๊าซธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับโอกาสและนโยบายที่ภาครัฐเปิดให้เอกชนลงทุน
ต้นทุนระบบแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มโอกาสนำมาใช้ร่วมกับพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ก๊าซธรรมชาติมีความเสี่ยงด้าน Supply ลดลงจากจำนวนผู้ผลิตและแหล่งจัดหาที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
สำหรับเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้า 25,000 เมกะวัตต์ นายสารัชถ์ระบุว่า ยังมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ แต่จะเร็วกว่ากำหนดเดิมหรือไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ไฟและความพร้อมของอุปกรณ์โรงไฟฟ้า
ปัจจุบัน Supply Chain ของอุปกรณ์โรงไฟฟ้าทั่วโลก โดยเฉพาะ Gas Turbine อยู่ในภาวะตึงตัว จากเดิมการสั่งซื้อเครื่องจักรอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ปัจจุบันอาจต้องใช้เวลา 4-5 ปี หลังความต้องการอุปกรณ์เพิ่มขึ้นตามดีมานด์ไฟฟ้าทั่วโลก ขณะที่ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
GULF ยังมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนพลังงานเพื่อรองรับ Data Center แต่ขนาดการลงทุนจะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประกอบการและนโยบายภาครัฐว่าจะกำหนดให้ Data Center ใช้ไฟฟ้าสีเขียวในสัดส่วนเท่าใด เนื่องจากหลายประเทศเริ่มกำหนดให้ Data Center ต้องใช้ Green Energy เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งพลังงาน
การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียวยังช่วยลดภาระการนำเข้าเชื้อเพลิงของประเทศ โดย GULF ยังคงมองโอกาสลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพด้านแสงแดดในหลายพื้นที่ ขณะที่พลังงานลมมีข้อจำกัดจากปริมาณลมในประเทศที่ไม่สูงมากนัก
ส่วนการลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป บริษัทยังคงพิจารณาโครงการลงทุนและมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นความคืบหน้าบางส่วนภายในปีนี้ หากปัจจัยต่าง ๆ เป็นไปตามแผน โดยบริษัทจะพิจารณาแต่ละโครงการอย่างรอบคอบ
สำหรับช่วงที่เหลือของปี การเพิ่มกำลังการผลิตยังเป็นไปตามแผน และไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเกินกว่าที่กำหนดไว้ เนื่องจากเหลือเวลาอีกไม่มากก่อนสิ้นปี
นายสารัชถ์กล่าวถึงแนวทางของภาครัฐในการเจรจาเรื่อง Adder ว่า ถือเป็นแนวทางที่ดี เนื่องจากต้นทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานในปัจจุบันลดลงและเปลี่ยนแปลงจากช่วงที่กำหนดอัตราสนับสนุนในอดีตอย่างมาก จึงมองว่าผู้ประกอบการน่าจะให้ความร่วมมือได้ในระดับหนึ่ง
แม้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการบ้าง แต่หากพิจารณาในภาพรวมถือเป็นแนวทางที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย
ส่วนกรณีประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าบูรพา นายสารัชถ์ระบุว่า โครงการโรงไฟฟ้าหลายประเภทมักเผชิญแรงต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าขยะ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่
สำหรับโครงสร้างธุรกิจของ GULF นายสารัชถ์ระบุว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้ทบทวนหรือปรับแผนธุรกิจ โดยรายได้ในอนาคตจะยังมาจากหลายส่วน ทั้งธุรกิจไฟฟ้า ก๊าซ และโทรคมนาคม ซึ่งช่วยให้บริษัทมีโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัว
ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทย มองว่ารัฐบาลกำลังผลักดันนโยบายหลายด้านและมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติก็ดีขึ้น โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นผ่านเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ
สำหรับทิศทางนโยบายพลังงานในปีนี้มองว่ามีความชัดเจนกว่าปีก่อน รวมถึงการออก PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน
ส่วนต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ดังนั้น หากประเทศสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและใช้ทรัพยากรภายในประเทศได้มากขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

