ECF งบปี 68 ขาดทุนอ่วม 1.5 พันล้าน พิษตั้งสำรองสินค้าเสียหาย-ไฟไหม้โรงงาน

ECF งบปี 68 วิกฤต! ขาดทุนสุทธิอ่วม1,534 ล้านบาท โดนตั้งสำรองสินค้าเสียหาย-ไฟไหม้โรงงานเกือบพันล้าน ดันส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 427 ล้านบาท เร่งปรับโครงสร้างหนี้ด่วน หลัง ตลท. ประกาศเตือนเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน


บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF รายงานผลการดำเนินงานงวดปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีผลขาดทุนสุทธิ ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2568 บริษัทมีขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 1,534.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,303.60 ล้านบาท หรือขาดทุนเพิ่มขึ้น 563.43% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ขาดทุนสุทธิ 231.37 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขขาดทุนต่อหุ้นที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าผลประกอบการดีขึ้น เนื่องจากยอดขาดทุนสุทธิรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยตัวเลขต่อหุ้นได้รับผลจากจำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณ

บริษัทมีรายได้จากการขายสุทธิ 263.56 ล้านบาท ลดลง 80.42% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,345.82 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 281.91 ล้านบาท ลดลง 79.32% จาก 1,363.43 ล้านบาท

สาเหตุหลักมาจากบริษัทอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างองค์กรและแผนการดำเนินงาน ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น เหตุเพลิงไหม้พื้นที่ผลิตบางส่วน และปัญหาสภาพคล่องซึ่งกระทบต่อวงเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการผลิตสินค้า

แม้ผลประกอบการโดยรวมขาดทุน แต่บริษัทยังมีกำไรขั้นต้น 26.41 ล้านบาท ลดลง 79.68% จากปีก่อนที่มีกำไรขั้นต้น 129.98 ล้านบาท รวมถึงรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 6.83 ล้านบาท ลดลงจาก 19.35 ล้านบาทในปีก่อน

ส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวมาจากบริษัท กรีนเอิร์ธพาวเวอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด (GEPX ผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 220 เมกะวัตต์ ที่เมืองมินบู ประเทศเมียนมา ซึ่งบริษัท อีซีเอฟ พาวเวอร์ จำกัด บริษัทย่อยของ ECF ถือหุ้นอยู่ 20%

ปัจจุบันโครงการมินบูเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเฟสแรกขนาด 50 เมกะวัตต์ และยังได้รับชำระค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเมียนมาตามเงื่อนไข ขณะที่ GEP อยู่ระหว่างจัดหาเงินทุนเพื่อก่อสร้างเฟสที่ 2 และเฟสที่เหลือ

สำหรับรายการที่กดดันผลประกอบการมากที่สุด คือ ต้นทุนจากความเสียหายของสินค้าคงเหลือจำนวน 983.38 ล้านบาท ซึ่งบริษัทบันทึกในไตรมาส 4/68 หลังตรวจสอบปริมาณและสภาพสินค้าคงคลัง

ความเสียหายดังกล่าวประกอบด้วยสินค้าที่มีความชื้นสะสม แตกหัก ผุพัง และเกิดรอยขูดขีด 514.81 ล้านบาท ต้นทุนจากการนำสินค้ากลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ 336.08 ล้านบาท ความเสียหายจากปลวก 86.30 ล้านบาท อัคคีภัย 26.41 ล้านบาท และการเสื่อมสภาพ 19.78 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังบันทึกผลขาดทุนจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง สุทธิ 76.12 ล้านบาท หลังเกิดความเสียหายต่อสินค้าคงเหลือ อาคาร และอุปกรณ์รวม 108.95 ล้านบาท หักเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัย 32.83 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทยังบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ทางการเงินและการวัดมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงินรวม 153.68 ล้านบาท โดยรายการสำคัญเป็นค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตของลูกหนี้การค้าเพิ่มเติมประมาณ 146.40 ล้านบาท

ด้านต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 6.10% เป็น 191.68 ล้านบาท จากภาระหุ้นกู้ 980.98 ล้านบาท เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 806.79 ล้านบาท และเงินกู้ยืมประเภทอื่น ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งใช้เงินจากการออกหุ้นกู้ยังล่าช้ากว่าแผน

ณ สิ้นปี 2568 ECF มีสินทรัพย์รวม 2,346.60 ล้านบาท ลดลง 39.52% ขณะที่มีหนี้สินรวม 2,774.11 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 427.51 ล้านบาท จากผลขาดทุนจำนวนมากในรอบปี

บริษัทระบุว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและภาระหนี้ ผ่านการปรับโครงสร้างองค์กร การควบคุมต้นทุน การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการโรงไฟฟ้ามินบู การพิจารณาขายโครงการหากได้รับราคาที่เหมาะสม และการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินและเจ้าหนี้บางราย

อย่างไรก็ตาม จาก่อนหน้าเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 69 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานการดำเนินการกรณี บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF ยังไม่ได้นำส่งงบการเงินประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มายังตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยล่าช้าเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569

​การล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้หลักทรัพย์ของทั้งสองบริษัทเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน ตามข้อกำหนดตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2564 และประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง แนวทางดำเนินการเพื่อแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนหุ้นสามัญจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2567

​ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินการดังต่อไปนี้

​ประกาศให้หลักทรัพย์ ECF เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยขึ้นเครื่องหมาย NC (Non-compliance) และยังคงเครื่องหมาย SP (Suspension) ห้ามซื้อหรือขายหลักทรัพย์ต่อเนื่อง จนกว่าบริษัทจะสามารถแก้ไขเหตุเพิกถอนให้หมดไปและดำเนินการให้มีคุณสมบัติพร้อมกลับมาซื้อขายได้

​กำหนดระยะเวลาให้ ECF แก้ไขเหตุเพิกถอนภายในวันที่ 3 กันยายน 2571 หากครบกำหนดแล้วยังไม่สามารถดำเนินการได้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเสนอคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อพิจารณาเพิกถอนหลักทรัพย์ต่อไป

​ให้ทั้งสองบริษัทรายงานความคืบหน้าการดำเนินการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ทุกไตรมาส หรือเมื่อมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

Back to top button