SPRC ดีดแรง 4% รับราคาน้ำมันพุ่ง-ลุ้นผลงานปีนี้เทิร์นอะราวด์!


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ล่าสุด ณ เวลา 10.51 น. อยู่ที่ 9.75 บาท ปรับตัวขึ้น 0.40 บาท หรือ 4.28% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 268.44 ล้านบาท

โดยก่อนหน้านี้ นายวิชัย ชุณหสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายการเงินและการคลัง SPRC เปิดเผยว่า บริษัทฯคาดว่าในปี 2564 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้ จากปีก่อนมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 6.01 พันล้านบาท โดยหลักมาจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน (stock loss) ขณะที่ปีนี้ทิศทางราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากปัจจุบันราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมาอยู่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ระดับ 51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นผลมาจากเรื่องของวัคซีนต้านโควิด-19 ทำให้ดีมานด์เริ่ม Recovery กลับมาได้บ้าง และโอเปกมีการลดกำลังการผลิตลง จึงเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันดิบดูไบยังคงยืนในระดับดังกล่าวได้ รวมถึงปัจจัยฤดูหนาวในฝั่งสหรัฐฯด้วย

ทั้งนี้ ค่าการกลั่นแก๊สโซลีน (Gasoline), น้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน (JET) ก็ปรับดีขึ้น โดยคาดว่าค่าการกลั่น (GRM) ปีนี้จะดีกว่าปีก่อนที่อยู่ระดับ 3-4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งน่าจะเห็นภาพชัดเจนได้ตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปีนี้เป็นต้นไป

ขณะที่ประเมินปริมาณการกลั่นปีนี้ แบ่งออกเป็น 2 กรณี โดยในกรณีที่ความต้องการใช้น้ำมันเครื่องบินกลับมาเป็นปกติ คาดว่าปริมาณการกลั่นจะกลับไปใกล้เคียงกับไตรมาส 1/62 ที่เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตที่ระดับ 175,000 บาร์เรล/ตัน แต่หากความต้องการใช้น้ำมันเครื่องบินยังไม่กลับมาเป็นปกติในปีนี้ ก็คาดว่าปริมาณการกลั่นน่าจะอยู่ที่ระดับ 150,000-160,000 บาร์เรล/ตัน

“ในปีนี้เรายังไม่เห็นถึงปัจจัยที่จะส่งผลกระทบให้เราขาดทุน จากสถานการณ์ต่างๆที่เริ่มดูดีขึ้น ซึ่งปีนี้น่าจะดีกว่าปีก่อนค่อนข้างมาก โดยแนวโน้มครึ่งปีแรกนี้ก็คงจะไม่ต่างจากครึ่งปีหลังของปีก่อนมากนัก โดยเรายังคงรักษาระดับการกลั่นไว้ให้ใกล้เคียงเดิมราว 3-4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ในครึ่งปีหลังนี้คาดว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวดีขึ้น จากในเรื่องของวัคซีนที่เข้ามา และดีมานด์น้ำมันเครื่องบิน” นายวิชัย กล่าว

สำหรับงบลงทุนปีนี้ บริษัทฯวางงบลงทุนไว้ราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น ใช้สำหรับการลงทุนปกติ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ความปลอดภัย และค่าการกลั่น จำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนอีก 10 ล้านเหรียญสหรัฐ จะใช้ในการขยายการลงทุนไปในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงกลั่น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาใน 2 โครงการ ประกอบด้วย ธุรกิจค้าปลีก และศึกษานำน้ำมันที่อยู่ในโรงกลั่นมาต่อยอดเป็น high value product เพื่อลดการขนส่ง คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ในช่วงปลายปี 2565

ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ โดยมีมุมมองบวกจากการที่ OPEC+ เพิ่มการผลิตน้ำมันดิบน้อยกว่าตลาดคาด เนื่องจากมองว่าจะส่งให้การลดระดับคลังน้ำมันดิบ OECD กลับสู่ปกติ (ระดับ 2,800 – 2,900 ล้านบาร์เรล) เร็วขึ้น หากเทียบโดยใช้ตัวเลขคาดการณ์ของ U.S. EIA อาจเร็วกว่าเดิมราว 1 ปี และลดแรงกดดันของ oversupplyมากขึ้น เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ OPEC+ ในการรักษาสมดุลน้ำมันในสภาวะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนจาก COVID-19 ซึ่งท่าทีของซาอุฯ (ตามข้อมูลข่าว Reuters) ที่จะค่อยๆผ่อนการลดกำลังการผลิตแบบสมัครใจ 1.0 mbd มองเป็นสัญญาณสะท้อนว่าซาอุฯยังให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆที่อาจเข้ามากระทบกับสมดุลน้ำมัน

โดยประเด็นดังกล่าว เป็นปัจจัยบวกหนุนกลุ่มต้นน้ำ (PTT, PTTEP) และกลุ่มโรงกลั่น (TOP, SPRC, BCP) ที่ได้ประโยชน์จากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้น และ stock gain ตามลำดับ (sensitivity stock gain ดู fig 3) โดยสำหรับต้นน้ำเรามอง OPEC+ deal เป็นบวกต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่เมื่อสถานการณ์น้ำมันมีความมั่นคงมากขึ้นมอง OPEC+ จะไม่ได้รักษาระดับการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบในระดับไตรมาส 1/2564 ต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

 

 

Back to top button