“หุ้นโรงกลั่น” กอดคอวิ่ง! รับ UAE ถอนตัวโอเปก ลดเสี่ยงอุปทานน้ำมันโลก

TOP-PTTGC-SPRC-IRPC ราคาปรับตัวขึ้น หลัง UAE ประกาศถอนตัวจาก OPEC และ OPEC+ อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้สามารถใช้กำลังการผลิตส่วนเกินได้เต็มที่ ขณะที่การส่งออกน้ำมันดิบ โดยเฉพาะ Murban เพิ่มขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทาน หนุนความเชื่อมั่นหุ้นโรงกลั่นไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 เม.ย.69) ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวขึ้น หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และ OPEC+ อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้สามารถใช้กำลังการผลิตส่วนเกินได้เต็มที่ รวมถึงใช้ประโยชน์จากระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การเพิ่มขึ้นของการส่งออกน้ำมันดิบจาก UAE โดยเฉพาะน้ำมันดิบเกรด Murban มีแนวโน้มช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานให้กับโรงกลั่นที่ใช้น้ำมันดิบดังกล่าว

ทั้งนี้ ณ เวลา 10:02 น. ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 47.75 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 3.24% สูงสุดที่ระดับ 47.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 47.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 206.56 ล้านบาท

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 38.50 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 2.67% สูงสุดที่ระดับ 38.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 37.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 190.22 ล้านบาท

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ราคาหุ้นอยู่ที่ 7.25 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 2.11% สูงสุดที่ระดับ 7.30 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 7.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 38.75 ล้านบาท

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ราคาหุ้นอยู่ที่ 2.00 บาท บวก 0.16 บาท หรือ 8.70% สูงสุดที่ระดับ 2.04 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.84 บาท มูลค่าการซื้อขาย 540.79 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากกรณีสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และ OPEC+ อย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 หลังจากเป็นสมาชิกมานานกว่า 5 ทศวรรษ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นก่อนการประชุม OPEC ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยสำนักข่าว WAM ของรัฐบาล UAE ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากการทบทวนนโยบายการผลิตอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านศักยภาพการผลิตปัจจุบันและอนาคต ภายใต้กรอบผลประโยชน์แห่งชาติ รวมถึงความมุ่งมั่นในการตอบสนองความต้องการของตลาดพลังงานโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KS) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การถอนตัวของ UAE อาจส่งผลเชิงลบเล็กน้อยต่อราคาน้ำมันในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากอำนาจต่อรองของกลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มลดลง

โดย UAE มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 9% ของกำลังการผลิตในกลุ่ม OPEC+ และราว 4% ของอุปทานน้ำมันดิบโลก ขณะที่ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 การผลิตอยู่ที่ประมาณ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพการผลิตราว 0.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

KS ประเมินว่า การถอนตัวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้ UAE สามารถใช้กำลังการผลิตส่วนเกินได้อย่างเต็มที่ รวมถึงใช้ประโยชน์จากระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ UAE ยังมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานการส่งออก โดยสามารถขนส่งน้ำมันผ่านท่าเรือ Fujairah Port ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านช่องแคบ Strait of Hormuz ส่งผลให้มีความยืดหยุ่นด้านโลจิสติกส์และลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของการส่งออกน้ำมันดิบจาก UAE โดยเฉพาะน้ำมันดิบเกรด Murban มีแนวโน้มช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานให้กับโรงกลั่นที่ใช้น้ำมันดิบดังกล่าว ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ได้ในระดับเล็กน้อย

Back to top button