“ดาวโจนส์” ปิดบวก 314 จุด แรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีหนุน หวังงบปี 68 โตแกร่ง

ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 313.69 จุด รวมถึงดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ที่บวกต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 จากแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยี ท่ามกลางความคาดหวังต่อฤดูกาลรายงานผลประกอบการ พร้อมจับตาผลประชุมเฟด 27–28 ม.ค.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันจันทร์ (26 ม.ค.69) ปรับตัวขึ้นทั้ง 3 ดัชนีหลัก โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังต่อฤดูกาลรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 27–28 มกราคมนี้อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 49,412.40 จุด เพิ่มขึ้น 313.69 จุด หรือ +0.64% ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,950.23 จุด เพิ่มขึ้น 34.62 จุด หรือ +0.50% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,601.36 จุด เพิ่มขึ้น 100.11 จุด หรือ +0.43%

แรงซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูง อาทิ Apple, Microsoft, Alphabet, Broadcom และ Meta Platforms เป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 4 และทำสถิติปรับตัวขึ้นยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาฤดูกาลรายงานผลประกอบการอย่างใกล้ชิด โดยในสัปดาห์นี้มีบริษัทในดัชนี S&P 500 มากกว่า 90 แห่งเตรียมเปิดเผยผลประกอบการ ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า จากบริษัทที่รายงานผลประกอบการแล้ว 64 แห่ง มีถึง 79.7% ที่รายงานผลออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สะท้อนภาพรวมผลประกอบการของภาคเอกชนที่ยังแข็งแกร่ง

หุ้นที่โดดเด่น ได้แก่ หุ้น Baker Hughes ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านพลังงาน ปรับตัวขึ้น หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ในกลุ่มธุรกิจบริการและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวและช่วยพยุงภาพรวมตลาดในวันทำการนี้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย หลังราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งทะลุระดับ 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ด้านค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น จากแรงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ และนักลงทุนยังรอถ้อยแถลงของเฟดเพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งเตรียมประกาศผลประกอบการ รวมถึงผลการประชุมเฟด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดโลกในระยะสั้นถึงระยะกลาง

Back to top button