
“เฟด” คงดอกเบี้ย 3.50–3.75% ตามคาด หลังเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว
ผลประชุม FOMC นัดแรกของปี 2569 เฟดโหวตไม่เป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตามคาดการณ์ แจงเหตุประเมินเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มทรงตัว แม้เผชิญแรงกดดันทางการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ครั้งแรกของปี 2569 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เฟดมีมติด้วยคะแนนเสียง 10 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% หลังประเมินว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐเริ่มทรงตัว โดยการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์และตลาดการเงินคาดการณ์ไว้
การคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ถือเป็นการ “พัก” วงจรการปรับลด หลังจากเฟดได้ปรับลดติดต่อกัน 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและแรงกดดันในตลาดแรงงาน
แม้จะมีเสียงคัดค้าน 2 เสียงที่เห็นควรให้ลดดอกเบี้ย 0.25% แต่เฟดย้ำว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่ปรับดีขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบัน โดยผู้ที่โหวตให้ลดดอกเบี้ยในรอบนี้ ได้แก่ สตีเฟน มิแรน ซึ่งอยู่ระหว่างลาพักจากตำแหน่งหัวหน้าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว และ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อที่อาจถูกเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดแทน เจอโรม พาวเวลล์
เฟดระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง ขณะที่ การจ้างงานใหม่ยังอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานเริ่มแสดงสัญญาณของการทรงตัว สะท้อนว่าตลาดแรงงานกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น
พาวเวลล์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า เฟดยังสามารถสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและการควบคุมเงินเฟ้อได้อย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง พร้อมย้ำว่า นโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า (not on a preset course) และการตัดสินใจในระยะต่อไปจะพิจารณาตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละรอบการประชุม
พาวเวลล์ ยังระบุว่า เฟดจะไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับทิศทาง ตลาดเงินดอลลาร์ เนื่องจากไม่เหมาะสมที่ผู้นำธนาคารกลางจะออกความเห็นต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินโดยตรง
ทั้งนี้ บรรยากาศการดำเนินนโยบายการเงินในรอบนี้อยู่ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพาวเวลล์ ขณะเดียวกัน ศาลสูงสหรัฐฯ กำลังพิจารณาคดีของ ลิซา คุก ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าสะท้อนแรงกดดันต่อความเป็นอิสระของเฟด ขณะที่นักลงทุนและภาคธุรกิจยังคงจับตาทิศทางเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และสัญญาณนโยบายจากเฟดอย่างใกล้ชิด

