
“ดาวโจนส์” ปิดลบ 204 จุด กังวลเงินเฟ้อสูง เซ่นคลังน้ำมัน-LNG กาตาร์ถูกโจมตี
ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 203.72 จุด กังวลเงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง ขณะความเสี่ยงด้านพลังงานเพิ่ม หลังกำลังผลิต LNG กาตาร์หาย 17% กระทบอุปทานโลกยาว 3-5 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.69) ดัชนีหลักทั้งสามปิดลบ แต่ลดช่วงลบลงในช่วงท้ายตลาด หลังราคาน้ำมันอ่อนตัว จากความหวังว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจคลี่คลาย
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 46,021.43 จุด ลดลง 203.72 จุด หรือ -0.44% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 6,606.49 จุด ลดลง 18.21 จุด หรือ -0.27% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 22,090.69 จุด ลดลง 61.73 จุด หรือ -0.28%
ในระหว่างวัน ตลาดเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นแรง โดยสัญญาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 10% แตะระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ สร้างความกังวลต่ออุปทานพลังงานโลก
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้น หลังมีรายงานว่า กำลังการผลิต LNG ของกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก หายไปราว 17% จากผลกระทบของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า อุปทานพลังงานโลกอาจตึงตัวต่อเนื่องในระยะ 3-5 ปี และอาจผลักดันต้นทุนพลังงานให้อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่าย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลดลงสูงสุดราว 2% หลังนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่า อิสราเอลจะช่วยสหรัฐฯ เปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และคาดว่าสงครามจะยุติเร็วกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ตลาดยังถูกกดดันจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ตามการส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% และยังไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้มุมมองต่อต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับตึงตัว
นอกจากนี้ หุ้นรายตัวโดดเด่น ได้แก่ Micron Technology ซึ่งปรับตัวลดลง 3.78% แม้รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า เป็นแรงขายทำกำไร หลังราคาหุ้นปรับขึ้นต่อเนื่องจากอุปสงค์ชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางราคาพลังงานและเงินเฟ้อ ซึ่งยังเป็นปัจจัยหลักต่อแนวโน้มตลาดการเงินโลกในระยะถัดไป
