
“ดาวโจนส์” รีบาวด์ 385 จุด หุ้นชิปฟื้นแรง–ลุ้นงบเทคฯ กลบกังวลตะวันออกกลาง
ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 385.38 จุด ขณะที่ Nasdaq นำตลาด หลังหุ้นชิปพุ่งแรง ช่วยบดบังความกังวลตะวันออกกลางและข้อพิพาทด้านภาษีชั่วคราว ก่อนตลาดจับตางบ Alphabet, Intel และ Texas Instruments
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนวันอังคาร (21 ก.ค.69) ดัชนีหลักทั้ง 3 ปิดปรับตัวขึ้น โดยดัชนี Nasdaq นำตลาด หลังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ช่วยดึงความสนใจของนักลงทุนออกจากสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลางและข้อพิพาทด้านภาษี ขณะที่ตลาดรอผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 52,224.64 จุด เพิ่มขึ้น 385.38 จุด หรือ +0.74% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,509.20 จุด เพิ่มขึ้น 65.92 จุด หรือ +0.89% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 25,837.21 จุด เพิ่มขึ้น 329.13 จุด หรือ +1.29%
แรงซื้อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ถูกเทขายอย่างหนักก่อนหน้านี้ ช่วยหนุนดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนี Philadelphia SE Semiconductor หรือ SOX ปิดพุ่งขึ้น 5.2% และปรับตัวขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกัน หลังปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ช่วงปลายเดือนมิถุนายนมากกว่า 20%
ก่อนหน้านี้ ดัชนีหุ้นชิปปรับตัวลงจากความกังวลเกี่ยวกับระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญแรงขายในช่วงที่ผ่านมา แต่ดัชนีหุ้นชิปยังคงปรับตัวขึ้นเกือบ 75% นับตั้งแต่ต้นปี
ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะ Alphabet รวมถึงผู้ผลิตชิปอย่าง Intel และ Texas Instruments เพื่อประเมินแนวโน้มธุรกิจเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI
สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว หุ้น 3M พุ่งขึ้น 7.3% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรตลอดทั้งปี ขณะที่หุ้น Hasbro พุ่งขึ้น 8.8% หลังปรับเพิ่มประมาณการรายได้และกำไรประจำปี โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการเกมดิจิทัลและผลิตภัณฑ์ “Magic: The Gathering”
ด้านหุ้น Danaher ร่วงลง 11% และเป็นหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P 500 หลังบริษัทปรับลดแนวโน้มการเติบโตของรายได้หลัก และรายงานรายได้จากธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์
หุ้น MSCI ซึ่งเป็นหุ้นที่ปรับตัวลงมากเป็นอันดับ 2 ในดัชนี ร่วงลง 10% หลังบริษัทปรับเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตลอดทั้งปี แม้รายได้ประจำไตรมาสจะออกมาสูงกว่าคาด ขณะที่หุ้น Genuine Parts ลดลง 2.7% หลังบริษัทปรับลดแนวโน้มกำไรทั้งปี