โบรกแนะช้อน 9 หุ้นหลบภัยSET บ่ายแกว่งแคบแดนลบ

SET เช้านี้ปรับลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาค หลังกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย และตัวเลขศก.ของจีนออกมาไม่ดี แต่ดัชนีได้แรงหนุนจากการกระตุ้นศก.ในประเทศ และหุ้นพลังงาน บ่ายคาดดัชนีหุ้นไทยแกว่งแคบอิงแดนลบ โดยมีแนวรับ 1,360 จุด ส่วนแนวต้าน 1,390-1,400 จุด


ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์รายงาน ตลาดหุ้นไทยดัชนี SET ช่วงเช้า (25 ส.ค.) ปิดลบ ตามตลาดหุ้นภูมิภาค เนื่องจากมีความกังวลว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงตัวเลข PMI ของจีนออกมาไม่ดีนักส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

ส่วนตลาดบ้านเราปรับลงไม่มากเนื่องจากมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นส่งผลดีต่อราคาหุ้นพลังงาน รวมถึงการเข้าเก็งกำไรของหุ้นขนาดเล็กในตลาด mai ที่คอยพยุงตลาดเอาอีกด้วย

นักวิเคราะห์คาดช่วงบ่าย ตลาดหุ้นไทยคงแกว่งแคบอิงแดนลบเป็นส่วนใหญ่ คาดเป็นผลมาจากแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่มองว่า ดัชนีควรยืนเหนือ 1,360 จุดให้ได้ เพื่อไม่ให้เสียภาพของเทคนิค โดยมีแนวรับ 1,360 จุด ส่วนแนวต้าน 1,390-1,400 จุด ขณะที่ แนะนำ “ซื้อ” STEC-CK-SEAFCO-KTB-CPALL-HMPRO-GLOBAL และ KTC

 

น.ส.อาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งแคบ แต่ถือว่าแข็งแกร่งกว่าหลายตลาดในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่อยู่ในแดนลบ โดยตลาดบ้านเรามีแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งช่วยประคองดัชนีให้ติดลบไม่มาก

และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นช่วยกระตุ้นการลงทุนหุ้นในกลุ่มพลังงาน แต่ยังต้องระวังเพราะราคาน้ำมันในตลาดฟิวเจอร์ได้เริ่มปรับตัวลงมากว่า 2% แล้ว อย่างไรตามเห็นได้ว่าตลาดยังได้แรงพยุงจากหุ้นขนาดเล็ก สังเกตุได้จากตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอไอ(mai) ที่ยังยืนในแดนบวกได้อยู่

นอกจากนี้ ในส่วนของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งก่อนหน้านี้ให้น้ำหนักน้อยลงว่าจะปรับขึ้นในเดือนก.ย.นี้ แต่พอหลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯออกมาดี และรองประธานเฟดได้กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐค่อยๆ ขยับตัวขึ้น และมีการส่งสัญญาณว่าเฟดมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.ได้ ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลเรื่องนี้กันอีกครั้ง

ส่วนการลงทุนบ่ายนี้ คาดตลาดหุ้นไทยคงจะแกว่งแคบ แต่มีโน้มแกว่งตัวในแดนลบมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 2 วันก่อนหน้านี้ เพราะเมื่อราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นก็มี take profit บ้าง แต่ต้องให้ยืนเหนือ 1,360 ซึ่งเป็นจุดฟิวเตอร์ให้ได้เพราะจะทำให้ภาพทางเทคนิคไม่เสีย พร้อมให้แนวรับ 1,360 จุด ส่วนแนวต้าน 1,390-1,400 จุด

 

บล.ธนชาต ระบุในบทวิเคราะห์ (1 ก.ย.) ว่า การปรับลดลงของตลาดหุ้นโลก หลัง PMI ภาคการผลิตจีนเดือน ส.ค.ลดลงมาที่ 47.3 จาก 47.8 ในเดือน ก.ค.เป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน ขณะที่ SET เคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แม้ SET แกว่งตัวที่แนวต้าน 1,380 +/- จุด แต่ยังไม่ผ่านไปที่ 1,400 จุด เนื่องจากการอ่อนตัวของตลาดหุ้นโลก อย่างไรก็ตามประเด็นบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมมูลค่า 1.1 แสนล้านบาท ทำให้แนะนำ “Selective” กลุ่ม “ซื้อ” Consumption Plays และ Infrastructure Plays ต่อเนื่อง:

1. กลุ่มรับเหมาฯ: STEC (ทะลุ 25.75 มีแนวต้านถัดไปที่ 27.75 บาท) CK-SEAFCO รวมไปถึง KTB ที่ได้รับผลบวกทางอ้อม

2. กลุ่มค้าปลีก: CPALL (เป้าหมายระยะสัปดาห์ 50.75 บาท) HMPRO-GLOBAL รวมไปถึง KTC ที่มี Valuation ถูก, Balance Sheet แข็งแรง, ปันผลประมาณ 4% ต่อปี

 

สรุป 5 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดภาคเช้า

PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,500.86 ล้านบาท ปิดที่ 270.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท

KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,118.25 ล้านบาท ปิดที่ 17.90 บาท ลดลง 0.30 บาท

JAS มูลค่าการซื้อขาย 919.23 ล้านบาท ปิดที่ 5.50 บาท ลดลง 0.15 บาท

SUPER มูลค่าการซื้อขาย 668.19 ล้านบาท ปิดที่ 1.86 บาท ลดลง 0.03 บาท

PTTGC มูลค่าการซื้อขาย 614.08 ล้านบาท ปิดที่ 57.25 บาท ลดลง 2.75 บาท

 

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์

Back to top button