ครม.เคาะลดเงินนำส่ง FIDF ชั่วคราว 1 ปี หนุนสินเชื่อ SMEs–ช่วยลูกหนี้น้ำท่วม

ครม. มีมติรับทราบการลดเงินนำส่ง FIDF ชั่วคราว 1 ปี รองรับมาตรการหนุนสินเชื่อ SMEs และการเยียวยาลูกหนี้จากอุทกภัย ยืนยันไม่กระทบเสถียรภาพระบบการเงิน


ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (3 ก.พ.69) การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. รับทราบแนวทางการดำเนินมาตรการทางการเงิน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ และช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยร้ายแรง ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ

มาตรการสำคัญประกอบด้วย โครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวใช้กลไก การชดเชยความเสียหายด้านเครดิต ให้แก่สถาบันการเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดวงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่ออย่างทั่วถึง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs ประมาณ 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดสินเชื่อ SMEs ทั้งระบบ

ขณะเดียวกัน ครม. ยังรับทราบ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) ครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย โดยให้สามารถพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน เพื่อบรรเทาภาระหนี้และช่วยให้สามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้โดยเร็ว

เพื่อรองรับการดำเนินมาตรการทางการเงินดังกล่าว ครม. รับทราบการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 1 ปี จากร้อยละ 0.46 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.32 ต่อปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินรองรับมาตรการสนับสนุนสินเชื่อ SMEs และมาตรการเยียวยาผลกระทบจากอุทกภัย รวมวงเงินประมาณ 23,400 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยืนยันว่า การปรับลดอัตราเงินนำส่ง FIDF ดังกล่าว ไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน และแผนการชำระหนี้ของกองทุน ซึ่งคาดว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ได้แล้วเสร็จภายในปี 2575 โดยมาตรการทั้งหมดได้รับความเห็นชอบในหลักการจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Back to top button