
“เอกนิติ” เรียกถก ตลท.–ก.ล.ต. ประเมินผลกระทบตะวันออกกลาง
รองนายกฯ “เอกนิติ” เตรียมเรียก ตลท.–ก.ล.ต. ประเมินแรงกระแทกความไม่สงบตะวันออกกลาง ตั้งวอร์รูมวิเคราะห์ 6 ช่องทางเสี่ยง ทั้งพลังงาน การค้า เงินทุนไหลออก และค่าเงินบาท ย้ำพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ พร้อมใช้เครื่องมือดูแลตลาดตามความเหมาะสม
มีรายงานว่า วันนี้ (2 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเรียกประชุมหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบต่อตลาดทุนไทยจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ว่า นายเอกนิติได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room)
วอร์รูมดังกล่าว ประกอบด้วย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก.ล.ต. และ ตลท. โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ทำหน้าที่ประสานงานหลัก เพื่อวิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย
เบื้องต้น กระทรวงการคลังสรุปผลกระทบผ่าน 6 ช่องทาง ดังนี้
- ด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel)
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจผันผวนและปรับสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและอาจกระทบค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง สามารถรองรับความผันผวนของราคาภายในประเทศได้
- ด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel)
หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออาจทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ส่งผลเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก
กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เตรียมมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
- ด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel)
ความตึงเครียดและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ทำให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางบิน ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล จากต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น
- ด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel)
ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนอาจกดดันต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด
อัตราเงินเฟ้อไทยเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ -0.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 0.3
- ด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel)
ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) นักลงทุนเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐและทองคำ ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่า ขณะที่ค่าเงินบาทอาจผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประสาน ก.ล.ต. และ ตลท. เตรียมใช้เครื่องมือรองรับความผันผวนตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์
- ด้านแรงงาน (Labour Channel)
แรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน อาจได้รับผลกระทบทั้งด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน โดยกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมมาตรการคุ้มครองและประสานงานอย่างใกล้ชิด
โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุเพิ่มเติมว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า “พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ภาคการคลังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์บริหารได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่ำกว่ากรอบวินัยการคลัง และระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาใช้เครื่องมือเชิงนโยบายดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินอย่างเหมาะสม เพื่อดำเนินมาตรการที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที”

