
จับตา “คลัง” ถก ตลท.-FETCO เร่ง TISA เหลือเคาะตัวเลขสิทธิประโยชน์
กระทรวงการคลัง พร้อมหารือ ตลท. และ FETCO 11 มิ.ย.นี้ เดินหน้าโครงการ TISA หลังเห็นพ้องแนวทางหลักแล้วกว่า 90% เหลือหารือรายละเอียดสิทธิประโยชน์ทางภาษีและวงเงินลงทุน ขณะที่ปลัดคลัง เผย “เอกนิติ” เร่งผลักดันให้มีความชัดเจนโดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลัง เตรียมจัดประชุมร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพื่อหารือความคืบหน้าโครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA) ซึ่งเป็นรูปแบบบัญชีเพื่อการออมและการลงทุนระยะยาว รวมถึงแนวทางส่งเสริมการออมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการหารือเรื่องดังกล่าว โดยโครงการ TISA ถือเป็นแนวคิดที่มีการผลักดันมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และภาคตลาดทุนได้หารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในภาพรวมทั้งสองฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องกันแล้วประมาณ 90% ว่าส่วนใดสามารถดำเนินการได้ ส่วนใดควรปรับปรุง และควรผลักดันโครงการในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดบางประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่อง “ตัวเลข” ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี วงเงินลงทุน หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่ง FETCO จะนำเสนอรายละเอียดเพื่อพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง
นายลวรณ กล่าวต่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการผลักดันโครงการ TISA ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเชื่อว่าจะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการออมระยะยาว และสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว
ขณะที่นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า แก่นสำคัญของโครงการ TISA คือ การเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ (Asset Class) ได้หลากหลายมากขึ้น โดยไม่จำกัดว่าการลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้องดำเนินการผ่านกองทุนเพียงอย่างเดียวเช่นในอดีต
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์หลายด้านที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน ทั้งในมิติการส่งเสริมการออมระยะยาว การเพิ่มทางเลือกการลงทุน และการใช้ทรัพยากรด้านภาษีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับปัจจุบัน โครงการ TISA ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเลือกรูปแบบนโยบายที่เหมาะสม โดยภาครัฐกำลังชั่งน้ำหนักทางเลือกต่าง ๆ เพื่อให้รายละเอียดสุดท้ายออกมาเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เสียภาษีและผู้ลงทุน ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
ส่วนกรอบเวลาการประกาศใช้มาตรการ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเริ่มใช้ได้ทันรอบปีภาษี 2569 หรือไม่นั้น ยังต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจน และจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป
นายวินิจ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะยังคงสนับสนุนการลงทุนผ่านกองทุนต่าง ๆ เช่นเดิม แต่แนวคิดของ TISA จะเปิดทางให้ประชาชนสามารถนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ได้โดยตรงมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเครื่องมือการลงทุนมีความหลากหลายกว่าสมัยก่อน และสามารถตอบโจทย์การออมระยะยาวได้ในหลายรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของมาตรการยังคงมีหลักการคล้ายกับกองทุนเพื่อการออมระยะยาวที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) ที่เปิดโอกาสให้นำเงินลงทุนมาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้
“เรื่องรายละเอียดและสัดส่วนของการลดหย่อนภาษี ถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูง และต้องใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูล เพราะตามหลักการสากลจะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขภาษีก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผันผวนในตลาด ดังนั้น กระทรวงการคลังยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกหรือสัดส่วนของสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ จนกว่าการหารือในภาพรวมจะแล้วเสร็จและมีความชัดเจน” นายวินิจ กล่าว

