“เอกนิติ” ดัน SME 3 มิติ เปิดตลาด-เติมทุน-ปลดล็อกกฎ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

“เอกนิติ” ชู SME เป็นเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจ เร่งเพิ่มโอกาสเข้าตลาด เติมสภาพคล่อง ปลดล็อกกฎระเบียบ พร้อมยกระดับเทคโนโลยี-ทักษะ หวังเปลี่ยนโอกาสเป็นผลลัพธ์จริง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานประชุม FTI Reinvent Thailand: พลวัตรใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการผลักดัน SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแนวทางสนับสนุน SME ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแต้มต่อสินค้า “Made in Thailand” ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงคู่ค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตไปพร้อมกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน เร่งเพิ่มสภาพคล่องและโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านความร่วมมือของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมรายย่อย (บสย.) ธนาคาร และสถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงการใช้แพลตฟอร์ม PromptBiz ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพัฒนา Supply Chain Finance เชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าเข้ากับการเข้าถึงสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโตได้จริง

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่กับการปลดล็อกกฎระเบียบ โดยยกระดับธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการ Reskill และ Upskill แรงงาน พร้อมทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวและแข่งขันได้มากขึ้น

นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ผลลัพธ์จริง” และผลักดันให้ SME ไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปรับเพิ่มจาก 0.3% เป็น 2.5% ไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัว 13.3% และเมื่อรวมภาคเอกชนแล้วเติบโตเฉลี่ยราว 8% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเห็นได้จากทิศทางตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงก่อนเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงแนวคิดนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ต้องควบคู่กับการสร้างศักยภาพในระยะยาว โดย “พลัส” จะไม่ใช่ให้ปลา แต่จะให้เบ็ด ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์การขาย และการบริหารรายได้-รายจ่ายของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบระบบต้นแบบ (mockup) เพื่อช่วยยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงความจำเป็นในการ “ปลดล็อกกติกา” ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และเชิญชวนภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมกันทรานส์ฟอร์ม SME ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

Back to top button