ครม.นัดแรกอัดยาแก้ “พลังงาน-เศรษฐกิจ” สินเชื่อ 3 หมื่นล้าน หนุน EV-โซลาร์ ชงโอนงบ 1 แสนล.

ครม.นัดแรก “อนุทิน 2” จับตาคลังชง 3 หมื่นล้าน ดัน EV–โซลาร์ เติมบัตรสวัสดิการ 100 บาท พร้อมแผนโอนงบ 1 แสนล้าน พาณิชย์คุมราคา–คมนาคมของบ 1.6 พันล้าน ดูแลขนส่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 เม.ย.69) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น โดยมีวาระสำคัญพิจารณามาตรการรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

โดยกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอแพ็กเกจมาตรการเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเน้นช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

มาตรการระยะสั้น กระทรวงการคลังเสนอเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อคน เป็นเวลา 1 เดือน ใช้งบประมาณประมาณ 1,300 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่ต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น

ควบคู่กันนี้ ยังมีการจัดทำมาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ผ่านรูปแบบสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง รวมถึงมาตรการจูงใจภาคประมงให้หันมาใช้น้ำมันดีเซล B20 และ B40 เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง

ในระยะถัดไป เสนอให้สถาบันการเงินของรัฐออกแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมีเป้าหมายหลัก 2 โครงการ

ได้แก่ โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ มุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในประเทศ และโครงการสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (Solar Rooftop) เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถจำหน่ายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบได้

ทั้งนี้ ภาครัฐยังมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต และเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอแนวทางออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ เพื่อนำงบประมาณที่ยังไม่มีภาระผูกพันมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีวงเงินประมาณ 100,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตสงครามที่ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น และมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการเพื่อสกัดผลกระทบไม่ให้ลุกลามในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน ยังยอมรับว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐในปีงบประมาณนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมาย จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่การประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ระหว่างการทบทวนใหม่ จากเดิมที่คาดไว้ที่ระดับ 2.7%

ด้านกระทรวงพาณิชย์ เตรียมดำเนินมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยเน้นการบริหารจัดการต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อไม่ให้แรงกดดันด้านพลังงานส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทางมากเกินไป

ส่วนกระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอของบประมาณกลาง วงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท เพื่อดูแลและบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการขนส่ง รถบรรทุก รถตู้ รถโดยสารสาธารณะ แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ วาระการประชุม ครม. ยังครอบคลุมการพิจารณาปฏิทินการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงแนวทางการดำเนินการด้านกฎหมาย และการประสานงานกับรัฐสภาในประเด็นที่เกี่ยวข้อง

Back to top button