“สันติธาร” มั่นใจไทยเนื้อหอม Safe Haven ลงทุนโลก ดึง FDI แม้เผชิญ Twin Deficits

ดร.สันติธาร มองไทยมีศักยภาพเป็น Safe Haven จากจุดยืนเป็นกลางและเสถียรภาพทางการเงิน ชี้ Twin Deficits เป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 มิ.ย.69) ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยด้านการลงทุน หรือ Safe Haven แม้ว่าประเทศกำลังเผชิญกับภาวะขาดดุลพร้อมกันสองด้าน หรือที่เรียกว่า “ขาดดุลแฝด” (Twin Deficits) ก็ตาม

สำหรับความเป็น Safe Haven ของไทย สามารถแบ่งมุมมองได้ดังนี้

  1. มิติด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์

ไทยมีจุดยืนที่เป็นกลาง ไม่เป็นคู่ขัดแย้ง และสามารถเชื่อมโยง (Connect) กับทุกฝ่ายได้ ปัจจัยนี้ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้ย้ายฐานการผลิตเข้ามา ซึ่งเป็นแนวโน้มระยะยาวที่สะท้อนชัดเจนผ่านตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ที่เติบโตขึ้น

  1. มิติด้านตลาดการเงิน

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ไทยอย่าง ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มีจุดเด่นเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งและมีเสถียรภาพสูง จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในอดีต ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มนักลงทุนในตลาดพันธบัตร และแตกต่างจากมุมมองของ Safe Haven ด้านความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์

ดร.สันติธาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับ “Twin Deficits” มีที่มาจาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่

  1. วิกฤตราคาพลังงาน

ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย เมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงจึงทำให้ขาดดุลอย่างหนัก ซึ่งสถานการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด

  1. การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)

โดยภาครัฐตั้งเป้ากระตุ้นสัดส่วนการลงทุนให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 30% ของ GDP จากเดิมที่ติดหล่มอยู่ระดับ 23% มานาน ซึ่งในระยะสั้นการลงทุนจากต่างชาติจำเป็นต้องนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ และสินค้าทุน (Capital Goods) จำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการขาดดุล แต่นักลงทุนต่างชาติมองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะนี่คือการสร้างรากฐานเพื่อขยายขีดความสามารถการส่งออกในอนาคต

  1. รอยต่อการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่ (New Economy)

โดยอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศสูง ทำให้ดุลการค้าดูดี แต่มักเป็นสินค้าที่โลกเริ่มลดความต้องการลง ขณะที่การก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่ ไทยยังขาดขีดความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนเอง ทำให้ในช่วงเปลี่ยนผ่านช่วงแรกต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงถึง 80-90%

สำหรับโจทย์สำคัญของนโยบายภาครัฐ คือ เมื่อดึงดูด FDI เข้ามาได้แล้ว ต้องเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ (Local Supply Chain) ให้เกิดขึ้นจริง ควบคู่ไปกับการกระตุ้นให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ และการประคองอุตสาหกรรมเก่าไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“ภาวะการขาดดุลในขณะนี้เปรียบเสมือนการย่อตัวเพื่อกระโดดไปข้างหน้า ในช่วงแรกของการอัปเกรดประเทศสู่ยุคแห่งการลงทุน จะต้องเผชิญกับการนำเข้าที่สูงขึ้นก่อนที่จะเริ่มผลิตเองได้ แต่ในอนาคตขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกจะสูงขึ้น ซึ่งนี่คือเรื่องราวเชิงบวกที่จะยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว” ดร.สันติธาร กล่าว

Back to top button