ต่างชาติจับตา Jump+ หวังปลดล็อกมูลค่าหุ้นไทย ตลท.คาดเห็นผลปี 2570

ตลท. เผยนักลงทุนสถาบันต่างประเทศติดตามความคืบหน้า Jump+ อย่างใกล้ชิด หลังเคยเห็นผลสำเร็จในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น คาดมาตรการภาษีชัดเจนใน 2-3 เดือน และเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในปี 2570


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 มิ.ย.69) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการเดินทางโรดโชว์พบปะนักลงทุนต่างประเทศในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบันระยะยาว พบว่านักลงทุนให้ความสนใจและติดตามความคืบหน้าของโครงการ Jump+ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเคยเห็นผลสำเร็จของโครงการลักษณะเดียวกันในประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมาแล้ว

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติสอบถามถึงความคืบหน้าและรายละเอียดของโครงการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความคาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยและเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว

สำหรับความคืบหน้ามาตรการด้านภาษีเพื่อสนับสนุนโครงการ Jump+ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นั้น คาดจะมีความชัดเจนภายในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป โดยคาดว่าผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอาจเริ่มเห็นได้ในปี 2570

นายอัสสเดช กล่าวอีกว่า ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจเกี่ยวกับอิทธิพลของหุ้น บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ต่อดัชนีหุ้นไทยนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ห้ามการซื้อขายหุ้นรายใด แต่มีหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายที่ผิดปกติ พร้อมแจ้งเตือนให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

ซึ่งที่ผ่านมา ตลท. ได้ปรับปรุงดัชนี SET50 และ SET100 รวมถึงพัฒนาดัชนีประเภท Free Float Adjusted Market Cap เพื่อให้สะท้อนสภาพตลาดได้เหมาะสมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นไทยยังคงเป็นดัชนีตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weighted Index) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ตลท. ยังคงติดตามกรณีข่าวลือหรือข้อมูลที่อาจส่งผลต่อราคาหุ้นขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด โดยเน้นให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและครบถ้วน รวมถึงติดตามพฤติกรรมการซื้อขายที่อาจผิดปกติผ่านกระบวนการกำกับดูแลตามปกติ

ด้านมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมากกว่า 50,000 ล้านบาทต่อวัน จากแรงสนับสนุนของทั้งนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนสถาบันในประเทศ อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจไทยและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังขยายตัวได้ตามคาด มีโอกาสที่มูลค่าการซื้อขายจะสามารถรักษาระดับดังกล่าวไว้ได้ หรืออาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ตลท. ยังอยู่ระหว่างผลักดันมาตรการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุน รวมถึงการพิจารณาขยายเวลาการซื้อขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) และปรับปรุงโครงสร้างการซื้อขายให้สอดคล้องกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย

ในส่วนของมาตรการยกระดับธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน ตลท. สนับสนุนแนวทางการเพิ่มความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบภายใน โดยเฉพาะบทบาทของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในระยะยาว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตลาดหุ้นไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนีปิดที่ 1,568.37 จุด เพิ่มขึ้น 5% จากเดือนเมษายน และเพิ่มขึ้น 24.5% จากสิ้นปี 2568 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี 9 เดือน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 3,366 ล้านบาทในเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมในช่วง 5 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 20,004 ล้านบาท สะท้อนการกลับมาของกระแสเงินลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลท. กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดของโลกในปีนี้ โดยอยู่ในอันดับ 3 รองจากไต้หวันและเกาหลีใต้ ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งการคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาดีกว่าคาด ความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตแข็งแกร่ง

โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และเร่งตัวจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า จากแรงสนับสนุนของการลงทุนและการส่งออก ขณะที่ภาครัฐเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถูกมองว่าจะช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนตลาด โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทจดทะเบียนมียอดขายเพิ่มขึ้น 1.2% กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 56.5% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตโดดเด่น อีกทั้งมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 47% ที่รายงานกำไรสุทธิสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ขณะที่สภาพคล่องในตลาดปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาด SET และ mai ในเดือนพ.ค. อยู่ที่ 66,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ค่าเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 64,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.9% สะท้อนการกลับมาของเม็ดเงินลงทุนในตลาดทุนไทย

ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติกลับมาเป็นแรงหนุนสำคัญอีกครั้ง หลังนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิในเดือนพ.ค. ภายหลังขายสุทธิในเดือนเม.ย. จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีทะลุ 20,000 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังมีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุดในตลาดหุ้นไทยที่ 52.8%

อย่างไรก็ตาม ตลท. มองว่า ในเดือนมิถุนายนยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด แม้สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่ก็เพิ่มความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อมากขึ้น หากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ปัจจัยดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลายตลาดทั่วโลก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เพราะมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่น้อยกว่าตลาดสหรัฐฯ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ อีกทั้งยังมีจุดเด่นด้านหุ้นปันผลสูง ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้

“ในสายตานักลงทุนต่างชาติ หุ้นไทยยังมีจุดเด่นจากการเป็นตลาดที่มีหุ้นปันผลสูง และมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีน้อย จึงถูกมองเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญความไม่แน่นอน” ดร.ศรพล กล่าว

ดร.ศรพล กล่าวอีกว่า ยังต้องติดตามทิศทางเงินทุนโลกในระยะต่อไป โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น SpaceX, OpenAI และ Anthropic มีแผนระดมทุนหรือเข้าจดทะเบียนในตลาดทุน ซึ่งอาจดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกให้ไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ตลาดจะเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก แต่การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยที่เข้าใกล้ระดับ 1,600 จุด ยังสอดคล้องกับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ระดับ Earning Yield Gap ยังอยู่ใกล้ 4% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอยู่ในระดับหนึ่ง

Back to top button