
“กรมพัฒน์” สแกนนอมินี พบผู้ทำบัญชี 140 ราย โยง 2,040 บริษัท
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เข้มปราบนอมินีทั่วประเทศ พบผู้ทำบัญชี 140 รายเกี่ยวพันถือหุ้น 2,040 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 2.5 พันล้านบาท เดินหน้าขยายผลตรวจสอบต่อเนื่อง ครอบคลุมหลายหน่วยงานรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 มิ.ย.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา กรมฯ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ามาตรการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า และปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจเสี่ยง 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ธุรกิจการเกษตร และธุรกิจก่อสร้าง

นายพูนพงษ์ ระบุว่า จากการดำเนินงานพบพฤติการณ์สำคัญของการใช้นอมินี โดยมักใช้ผู้ทำบัญชีหรือพนักงานสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่ชาวต่างชาติจ้างให้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล มาเป็นผู้ถือหุ้นแทน รวมถึงการใช้พนักงานคนไทยในธุรกิจต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้น ตลอดจนรูปแบบการจัดโครงสร้างบริษัทที่เข้าข่ายหลีกเลี่ยงกฎหมายใน 3 ลักษณะ ได้แก่ การจัดตั้งบริษัทแบบคนไทยร่วมต่างชาติในสัดส่วน 51:49 การถือหุ้นต่างชาติในสัดส่วนตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และการจัดตั้งบริษัทโดยใช้คนไทย 100% ก่อนปรับโครงสร้างให้ต่างชาติครอบงำภายหลัง รวมถึงการให้อำนาจกรรมการต่างชาติหรือกำหนดสิทธิที่เหนือกว่าผู้ถือหุ้นไทย
สำหรับมาตรการตรวจสอบก่อนจดทะเบียน กรมฯ กำหนดให้ผู้ถือหุ้นไทยในกิจการร่วมทุนกับต่างชาติ (กรณีต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงกึ่งหนึ่ง) ต้องแสดงหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการลงทุนจริง โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้กลุ่มเสี่ยงลดลง 51.05% ในช่วงมกราคม–มีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหลังยกระดับมาตรการเพิ่มเติมตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 พบว่ากลุ่มเสี่ยงลดลงเพิ่มอีก 65.22% ในช่วงเมษายน–พฤษภาคม 2569 ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติม คาดว่าจะมีผล 1 สิงหาคม 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น
ด้านการดำเนินงานหลังจดทะเบียน กรมฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนิติบุคคล โดยเฉพาะกรณีกรรมการต่างชาติที่มีอำนาจลงนาม รวมถึงการคัดกรองนิติบุคคลที่มีสัดส่วนถือหุ้นต่างชาติ 0.01–49.99% และการวิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบเชิงพื้นที่ระหว่าง 1 ตุลาคม 2568 ถึง 22 มิถุนายน 2569 กรมฯ ลงพื้นที่ 34 จุดใน 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และตาก ตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงแล้ว 3,294 ราย พร้อมส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย ครอบคลุมกรมสรรพากร 14,800 ราย กรมที่ดิน 7,394 ราย DSI 2,236 ราย ปปง. 534 ราย บก.ปอศ. 2,257 ราย ประกันสังคม 137 ราย ตำรวจนครบาล 53 ราย ชุดเฉพาะกิจ ตร. 2,713 ราย กขค. 15 ราย และ ACSC 2,094 ราย

นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ขยายผลตรวจสอบไปยังสำนักงานบัญชีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ และพังงา พบสำนักงานบัญชี 29 แห่ง และผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท โดยมีกรณีถือหุ้นรายเดียวสูงสุด 212 บริษัท มูลค่ารวม 247 ล้านบาท และได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานทั้งหมดเป็นผลจากความร่วมมือ 23 หน่วยงาน ภายใต้บันทึกข้อตกลง “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี” ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกัน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันเดินหน้ายกระดับมาตรการต่อเนื่อง เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบธุรกิจและเสริมความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

