SET ครึ่งปีแรกบวก 25% ติดท็อปเอเชีย! ตลท.เร่งปั้น IPO ใหม่ ดึงธุรกิจ New Economy ระดมทุน

ตลท. เผย SET ครึ่งปีแรก 2569 ให้ผลตอบแทนกว่า 25% ติดอันดับ 2-3 ของเอเชีย พร้อมเดินหน้ายกเครื่องเกณฑ์ IPO ดึงธุรกิจ New Economy เข้าระดมทุน คาดเกณฑ์ใหม่ชัดเจนในไตรมาส 3 นี้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 มิ.ย.69) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปรับตัวดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด โดยดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนแล้วกว่า 25% ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในอันดับ 2–3 ของภูมิภาคเอเชีย เป็นรองเพียงตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไต้หวัน

นอกจากผลตอบแทนของดัชนีที่โดดเด่นแล้ว มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์

อีกทั้งปัจจัยสนับสนุนสำคัญยังมาจากค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวค่อนข้างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าตลาดทุนไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นายอัสสเดช ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในอัตราที่ไม่สูง แต่ตลาดทุนได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย ทั้งความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศไว้จะสามารถขับเคลื่อนได้จริง ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ

ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติยังสอบถามถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะกลับไปขยายตัวในระดับ 4–7% โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า การเติบโตระดับ 7% อาจเป็นเรื่องยากภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะที่ระดับประมาณ 4% ยังเป็นเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ หากสามารถขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ไทยยังได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่บางส่วนไหลออกจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน รวมถึงแนวโน้มที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันโลกปรับลดลง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง นายอัสสเดช ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ภาคการส่งออกในไตรมาส 2 รวมถึงศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ขณะที่ด้าน ESG ในตลาดทุนไทยยังมีความพร้อม และได้รับการยอมรับในระดับที่สามารถแข่งขันกับหลายประเทศได้

นอกจากนี้ ตลท. อยู่ระหว่างร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผลักดันโครงการ “BOI IPO” เพื่อเปิดทางให้บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยมากขึ้น โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและศูนย์กลางการระดมทุนของภูมิภาค

มาตรการสำคัญประกอบด้วยการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนให้เหมาะสมกับธุรกิจยุคใหม่ การทบทวนการแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมและเกณฑ์ Market Cap รวมถึงเงื่อนไขด้านผลกำไร เพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจที่เน้นการเติบโตในระยะยาวมากกว่าการทำกำไรในช่วงเริ่มต้น

ขณะเดียวกัน ยังอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อปรับกระบวนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงพิจารณาสิทธิประโยชน์ร่วมกับบีโอไอ เพื่อจูงใจให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเลือกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย

สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูล (Data Center), การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงบริษัทที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC และบริษัทลูกของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวัน

นายอัสสเดช คาดว่า หลักเกณฑ์ใหม่จะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ของปี 2569 แต่การเห็นบริษัทกลุ่ม New Economy เข้าซื้อขายจริงในตลาดหุ้นไทยอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี เนื่องจากหลายโครงการยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและเริ่มดำเนินธุรกิจ

พร้อมกันนี้ ตลท. ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทย ผ่านการโรดโชว์พบปะนักลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากเดินทางไปลอนดอนและฮ่องกง โดยพบว่านักลงทุนให้ความสนใจธุรกิจไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่งาน Thailand Focus 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 คาดว่าจะเป็นอีกเวทีสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

Back to top button