“เอกนัฏ” รื้อสูตรน้ำมัน 22 ปี ถอดต้นทุนทิพย์ ลดภาระประชาชน 1.08 หมื่นล้าน มีผลพรุ่งนี้

“เอกนัฏ” ลงนามปรับสูตรราคาน้ำมันครั้งใหญ่ในรอบ 22 ปี ยกเลิกค่าขนส่ง-ประกันภัยสมมุติจากสิงคโปร์ พร้อมลดค่าสำรองน้ำมัน มีผล 29 ต.ค.69 ดันราคาหน้าโรงกลั่นลด 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร คาดลดภาระประชาชนปีละ 10,839 ล้านบาท


นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ได้ลงนามคำสั่งปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งสำคัญ โดยกำหนดให้การคำนวณราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นทุกประเภทใช้หลักเกณฑ์ใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ด้วยการยกเลิกต้นทุนสมมุติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งถูกนำมารวมอยู่ในสูตรคำนวณราคาน้ำมันของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2547 หรือเป็นระยะเวลานานถึง 22 ปี คาดว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนพลังงานให้ประชาชนได้ประมาณ 10,839 ล้านบาทต่อปี

สำหรับการปรับปรุงดังกล่าว เป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมุ่งแก้ไขโครงสร้างการคำนวณราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น ซึ่งเดิมอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ และบวกต้นทุนเสมือนว่ามีการขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย แม้ว่าน้ำมันส่วนใหญ่ที่จำหน่ายภายในประเทศจะผ่านกระบวนการกลั่นจากโรงกลั่นในประเทศไทยก็ตาม

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ใหม่กำหนดให้ ยกเลิกค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างการขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) ที่อ้างอิงจากเส้นทางสิงคโปร์ รวมถึงปรับลดต้นทุนค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ของอัตราเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองและต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง

การปรับโครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นทุกประเภทปรับลดลงในช่วง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่าการลดต้นทุนรวมประมาณ 29.70 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,839 ล้านบาทต่อปี โดยน้ำมันดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณการใช้สูงสุดของประเทศ จะได้รับผลจากการปรับลดต้นทุนมากที่สุดที่ 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,795 ล้านบาทต่อปี

รองลงมาคือ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมีต้นทุน ณ โรงกลั่นลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,115 ล้านบาทต่อปี สะท้อนผลจากการปรับปรุงสูตรราคาที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า การอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดโลกเพียงอย่างเดียวอาจเหมาะสมกับสถานการณ์ปกติ แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน โครงสร้างราคาดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกำไรส่วนเกินที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน กระทรวงพลังงานจึงเดินหน้าทบทวนองค์ประกอบต้นทุนที่นำมาใช้คำนวณราคาน้ำมัน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นมา กบง. ได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมีมติปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ โรงกลั่น รวม 8 ครั้ง ส่งผลให้สามารถเรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นน้ำมันได้รวม 31,786 ล้านบาท ครอบคลุมปริมาณน้ำมันดีเซล 11,058 ล้านลิตร

นอกจากนี้ ภาครัฐยังใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานอีก 64,355 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าการดำเนินมาตรการดูแลราคาน้ำมันทั้งสองส่วนรวมอยู่ที่ 96,141 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน

“การหักส่วนเกินโรงกลั่นคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวิกฤต ส่วนการถอดราคาทิพย์ครั้งนี้คือการแก้ที่โครงสร้าง ต่อให้วิกฤตจบ เงินหมื่นล้านบาทต่อปีนี้ก็จะไม่กลับมาอยู่ในบิลน้ำมันของคนไทยอีก” นายเอกนัฏ กล่าว

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินมาตรการถาวร โดยมุ่งลดต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกจากกระบวนการคำนวณราคา ซึ่งแตกต่างจากมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤตพลังงาน และมีเป้าหมายสร้างความเป็นธรรมด้านราคาพลังงานในระยะยาว

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการถอดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านบาทออกจากภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยทั้งสองมาตรการมีแนวทางเดียวกัน คือการทบทวนองค์ประกอบต้นทุนในโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานจริง

นอกจากนี้ นายเอกนัฏเปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับการส่งผ่านต้นทุนราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นที่ลดลงไปยังราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ กระทรวงพลังงานเตรียมหารือร่วมกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อพิจารณาจัดสรรผลประโยชน์ดังกล่าวไปลดราคาน้ำมันแต่ละประเภท โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณการใช้สูง อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราส่วนลดจะต้องพิจารณาสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยน และภาระหนี้สินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่กัน

ทั้งนี้ แม้ต้นทุนราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นจะปรับลดลงตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 แต่การปรับราคาขายปลีกยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของการนำผลประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงประมาณ 30 ล้านบาทต่อวัน ไปใช้ดูแลราคาน้ำมัน โดยสามารถจัดสรรเป็นส่วนลดให้กับน้ำมันบางประเภทตามความจำเป็น ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุอัตราการปรับลดราคาหน้าปั๊มที่แน่นอนได้ เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีภาระหนี้ที่ต้องบริหารจัดการ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้าใช้กลไกพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนเมษายนถึงตุลาคม 2569 มีผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นรวมกว่า 33,000 ล้านบาท และได้นำไปใช้ลดราคาน้ำมันดีเซลแล้วกว่า 31,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ทั้งราคาน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ก่อนนำมาคำนวณเปรียบเทียบกับค่าการกลั่นระดับปกติที่ 2.42 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ มีมาตรการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในระยะถัดไป ภายหลังมาตรการเดิมที่กำหนดส่วนลดไว้ 4 บาทต่อลิตร สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ทางคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ โรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ยังคงผันผวน และช่วยลดภาระต้นทุนพลังงานของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏยืนยันว่า การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกการอ้างอิงราคาพลังงานในตลาดโลกทั้งหมด เนื่องจากประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% จึงจำเป็นต้องอ้างอิงต้นทุนตามราคาตลาดโลก แต่ในส่วนของค่าการกลั่น รัฐบาลมีกลไกพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ขณะที่ต้นทุนสมมุติจากการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์จะถูกยกเลิกออกจากโครงสร้างราคาอย่างถาวร

Back to top button