ก.ล.ต. รับพบพิรุธ “สุภาพร พิมพงษ์” รายงานแบบ TRUE เร่งตรวจสอบ

ก.ล.ต. รับพบข้อสังเกตกรณี “สุภาพร พิมพงษ์” รายงานการถือหุ้น TRUE ในแบบ 246-2 อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อความถูกต้องของข้อมูลที่เผยแพร่ต่อผู้ลงทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า กรณีที่มีสื่อมวลชนสอบถามเกี่ยวกับหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE โดยนายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดย ก.ล.ต. ได้ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่มีการรายงานเข้ามา และพบข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล จึงได้มีการทำเครื่องหมายเพื่อเตือนผู้ลงทุนเกี่ยวกับข้อมูลรายงานแบบ 246-2 ดังกล่าว เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569

ทั้งนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยจะพิจารณาข้อมูลและสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

จากกรณีดังกล่าวเมื่อเช้าของวันนี้ (6 ก.ค.69) TRUE แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อชี้แจงกรณีที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับการยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า มีผู้ได้มาหุ้นสามัญของบริษัทในสัดส่วนประมาณ 3.1786% และหุ้นบุริมสิทธิประมาณ 0.0388% รวมคิดเป็น 3.2174% ของหุ้นทั้งหมด ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นหลังการทำรายการเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 7.0992%

โดยจากหมายเหตุที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ข้อมูลในแบบ 246-2 ดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งอาจยังไม่ครบถ้วน และ/หรือ อยู่ระหว่างการสอบทานของสำนักงาน ก.ล.ต.

นอกจากนี้ บริษัทได้ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลในแบบรายงานดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลเป็นการทั่วไป และปัจจุบันบริษัทไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิคงเหลืออยู่

บริษัทเปิดเผยว่า ได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อสำนักงาน ก.ล.ต. แล้วในวันเดียวกัน และได้รับแจ้งว่า สำนักงาน ก.ล.ต. จะดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้ยื่นแบบ 246-2 เพื่อประกอบการตรวจสอบข้อมูล

ทั้งนี้ TRUE ระบุว่า อยู่ระหว่างรอผลการสอบทานข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต. และหากมีความคืบหน้าหรือพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่า กรณีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือผลการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด

ขณะที่เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ทาง TRUE ได้ส่งหนังสือถึง ก.ล.ต. จากกรณีการปรากฏข้อมูลการยื่นแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ซึ่งระบุว่า มีนักลงทุนรายหนึ่งเข้าถือครองหุ้น TRUE มากกว่า 7% จนปรากฏรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 ของบริษัท ได้สร้างความสับสนให้กับนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุน

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังบริษัทหลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน ระบุว่า รายงานการเข้าซื้อหุ้นของ นางสุภาพร พิมพงษ์ ที่ปรากฏในระบบเปิดเผยข้อมูลของสำนักงาน ก.ล.ต. นั้น บริษัทมีข้อสงสัยว่าการทำรายการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรืออาจเกิดจากการยื่นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง

บริษัทจึงได้ยกระดับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การตรวจสอบของสำนักงาน ก.ล.ต. พร้อมขอให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความชัดเจนแก่ผู้ลงทุนและรักษาความเชื่อมั่นของตลาดทุน เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

กรณีดังกล่าวยังจุดกระแสคำถามต่อระบบกำกับดูแลของ ก.ล.ต. โดยแหล่งข่าวในตลาดทุนระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการเปิดเผยแบบรายงาน 246-2 พบว่า นางสุภาพร พิมพงษ์ เคยมีการยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนอย่างน้อย 6 บริษัท ตั้งแต่ปี 2561 ได้แก่ TRUE, KBANK, AAV, BBL, GLS และ MAJOR ซึ่งในหลายกรณีต่อมามีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลที่ยื่น

นักลงทุนบางส่วนจึงตั้งคำถามว่า หากเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เหตุใดจึงยังไม่ปรากฏมาตรการเชิงระบบที่สามารถป้องกันหรือยับยั้งการยื่นข้อมูลที่อาจไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้ ก.ล.ต. ชี้แจงต่อสาธารณะว่า ในแต่ละกรณีที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบหรือดำเนินการอย่างไร และเหตุใดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันจึงยังสามารถเกิดขึ้นได้อีก

ผู้สังเกตการณ์ในตลาดทุนมองว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการทบทวนระบบรับและเผยแพร่ข้อมูลของ ก.ล.ต. เนื่องจากแบบรายงาน 246-2 เป็นข้อมูลที่มีผลต่อการรับรู้ของตลาด หากข้อมูลที่เผยแพร่มีความคลาดเคลื่อน ย่อมอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนและกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยรวม

นอกจากนี้ นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจำนวนหนึ่งเห็นว่า ก.ล.ต. ควรออกมาชี้แจงต่อสาธารณะอย่างเร่งด่วนถึงแนวทางการดำเนินการในกรณีนี้ ทั้งกระบวนการตรวจสอบ ระยะเวลาการดำเนินการ และแนวทางบังคับใช้กฎหมาย หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จโดยเจตนา หรือมีบุคคลหรือเครือข่ายอยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ก็ควรดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างบรรทัดฐานและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันอีก

หลายฝ่ายยังเสนอว่า หากผลการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการปลอมแปลงเอกสาร การยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จ การนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. ควรประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีอำนาจ เช่น กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (CCIB), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด รวมถึงผู้ที่อาจเกี่ยวข้อง หากผลการสอบสวนพบพยานหลักฐานเพียงพอ

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุน ยังเห็นว่า นอกเหนือจากการดำเนินคดีแล้ว ก.ล.ต. ควรเร่งยกระดับระบบรับและเผยแพร่แบบรายงาน 246-2 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยเฉพาะการนำระบบ Identity Verification มาใช้ยืนยันตัวตนผู้ยื่นเอกสาร การตรวจสอบความสมเหตุสมผลของข้อมูลก่อนเผยแพร่ การใช้ระบบตรวจจับความผิดปกติ (Anomaly Detection) และการระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูลและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตลาดทุนให้ความเห็นว่า หากการสอบสวนพบว่ามีการยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จโดยเจตนา การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และมาตรการทางปกครอง ทั้งนี้ การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและผลการสอบสวนของหน่วยงานที่มีอำนาจ

Back to top button