FETCO กางโรดแม็ป 15 ปี ดันตลาดทุนไทยสู่ Developed Market ชงปฏิรูปกฎหมาย-ภาษี

FETCO เปิดยุทธศาสตร์ปี 2569-2571 วางรากฐานยกระดับตลาดทุนไทยสู่ Developed Market ภายใน 15 ปี ชงปฏิรูปกฎหมาย ภาษี และผลิตภัณฑ์ลงทุน พร้อมผลักดันกองทุนบำนาญ TISA และ Fast Track ดึงเม็ดเงินลงทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า FETCO ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดทุนไทยระยะ 3 ปี (2569-2571) เพื่อวางรากฐานสู่เป้าหมายระยะยาวในการยกระดับตลาดทุนไทย เป็น “ตลาดทุนพัฒนาแล้ว” (Developed Market) ภายใน 15 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยจะผลักดันการปฏิรูปทั้งด้านโครงสร้างตลาดทุน กฎหมาย มาตรการภาษี และการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ และยกระดับบทบาทของตลาดทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การสร้างแหล่งเงินลงทุนระยะยาวภายในประเทศ ผ่านการผลักดันการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ควบคู่กับการส่งเสริมบัญชีออมเพื่อการลงทุนระยะยาว (Thailand Individual Savings Account : TISA) เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุนของคนไทย ลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ และเพิ่มเสถียรภาพให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า กบช. จะไม่ซ้ำซ้อนกับกองทุนการออมที่มีอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีเป้าหมายดูแลแรงงานในระบบ ขณะที่กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยังคงดูแลแรงงานนอกระบบเช่นเดิม ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานในระบบจำนวนมาก แต่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเพียงประมาณ 2 ล้านคน ทำให้เมื่อเกษียณอายุ รายได้จากประกันสังคมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงเห็นว่า กบช. จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มเงินออมรองรับสังคมสูงวัย ขณะที่การออมภาคสมัครใจยังคงมีความจำเป็นควบคู่กันไป

อีกด้านหนึ่ง คือ การเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้เม็ดเงินลงทุนของคนไทยในต่างประเทศไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศ รวมถึงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีสินทรัพย์มูลค่าสูง (Global High Net Worth) ผ่านมาตรการ LTR Visa และการส่งเสริมการจัดตั้ง Family Office เพื่อเพิ่มเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินสิทธิประโยชน์และระยะเวลาการบังคับใช้ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องพิจารณาร่วมกันหลายฝ่าย

สำหรับการยกระดับการระดมทุนของภาคธุรกิจ เสนอให้ผลักดันกิจการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านกลไก SET Fast Track และ BOI FastPass พร้อมเสนอให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Jump+ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้แก้ไขกฎหมายบริษัทมหาชนเพื่อรองรับการออกหุ้น Dual Class Shares สำหรับบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการระดมทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีเข้าจดทะเบียน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนยุคใหม่ โดยเชื่อมโยงตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าด้วยกัน (Integrated Traditional & Digital Market) พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลการลงทุนกลางของประเทศ (National Investment Portfolio Data Platform) รวมถึงผลักดันการจัดตั้งหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี (SME Credit Scoring Agency) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนยังขาดเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงของธุรกิจเอสเอ็มอี การมีระบบเครดิตสกอริ่งจะช่วยจำแนกระดับความเสี่ยงของกิจการ และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม โดยในระยะแรกอาจเริ่มจากเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ก่อน แล้วจึงขยายไปยังผู้ประกอบการกลุ่มอื่นในอนาคต

ด้านการยกระดับความเชื่อมั่น FETCO เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด ปราบปรามการหลอกลวงการลงทุนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ยกระดับการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย ผลักดันแนวคิดการจัดตั้งศาลตลาดทุน (Capital Market Court) รวมถึงปรับปรุงกฎหมายทรัสต์และกฎหมายล้มละลาย เพื่อรองรับการพัฒนาตลาดทุนในอนาคต

ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนแนวคิดของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ที่เสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดตั้ง Family Office เพื่อบริหารความมั่งคั่งของนักลงทุนต่างชาติ โดยเห็นว่าเป็นแนวคิดที่มีศักยภาพ แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านกฎหมายทรัสต์ มาตรการวีซ่า และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกันนี้ มีแผนจัดกิจกรรมโรดโชว์ร่วมกับภาครัฐในต่างประเทศ จัดเวที “ตลาดทุนพบภาครัฐ” เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย และจัดทำดัชนี FETCO Investor Confidence Index เป็นประจำทุกเดือน เพื่อสะท้อนมุมมองของนักลงทุน และใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย

“การผลักดันทุกมาตรการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้ข้อเสนอทั้งหมดเกิดผลเป็นรูปธรรม และนำพาตลาดทุนไทยก้าวสู่การเป็นตลาดทุนพัฒนาแล้วภายใน 15 ปี พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” นายไพบูลย์ กล่าว

ด้านนายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า มาตรการส่งเสริมบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Jump+ ซึ่งมีประมาณ 142 บริษัทนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยยืนยันว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เข้าร่วมจากความตั้งใจที่จะยกระดับธุรกิจและเติบโตผ่านตลาดทุน ไม่ได้เข้าร่วมเพราะแรงจูงใจด้านภาษีเพียงอย่างเดียว

พร้อมกันนี้ ตลท. ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกเปิดตัวดัชนีด้านความยั่งยืนรูปแบบใหม่ ซึ่งใช้มาตรฐานการประเมินที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก เพื่อยกระดับความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียนไทย และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

Back to top button